ปัญหาน้ำท่วมอาจจะไม่ได้เพียงพัดพากระแสน้ำให้เข้าทำลายล้างสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งของให้เกิดความเสียหายเท่านั้น กระแสน้ำและความรุนแรงของธรรมชาติยังคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก นี่ยังไม่รวมถึงพิษภัยจากสัตว์ร้ายต่าง ๆ ที่ตามมาและที่สำคัญที่เกิดกับสภาวะสุขภาพของประชาชน ภาวะจากความเครียด และการได้รับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่มากับน้ำหรือเกิดจากการต้องปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งในช่วงน้ำท่วมนี้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศเตือนในการป้องกันโรคติด ต่อที่มักเกิดขึ้นในฤดูฝน เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในการป้องกันไม่ให้ป่วย มี 5 กลุ่ม รวม 15 โรค ได้แก่
1. กลุ่มโรคติดต่อทางน้ำและอาหาร ที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ตับอักเสบ สาเหตุเกิดจากกินอาหาร ดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน หรือกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ
2. กลุ่มโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ที่พบบ่อย ได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ และโรคปอดบวม โดยเฉพาะโรคปอดบวมนั้นมีอันตรายอาจถึงชีวิตได้ ควรระวังในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรัง
3. กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผล หรือเยื่อบุผิวหนัง ที่พบบ่อยคือ โรคเลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู ดังนั้นช่วงระยะเวลาที่น้ำท่วมควรหารองเท้าใส่เพื่อไม่ให้เกิดบาดแผล เมื่อขึ้นที่แห้งต้องล้างเท้า หรือเช็ดให้แห้ง
4. กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุงที่สำคัญสามโรค ได้แก่ ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ 80 เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้าน ไข้สมองอักเสบเจอี มียุงรำคาญซึ่งมักแพร่พันธุ์ตามแหล่งน้ำในทุ่งนาเป็นตัวนำโรค และโรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่าเป็นพาหะนำโรค ทั้งสามโรคนี้หลังน้ำท่วมควรขจัดแหล่งเพาะพันธ์ุยุงที่มีน้ำขัง
5. กลุ่มโรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็นเข้าตา โดยเฉพาะโรคตาแดง เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
ในส่วนของพื้นที่กรุงเทพฯ ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ดูจากภูมิศาสตร์แล้วนอกจากการรับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในพื้นที่ตามปกติแล้วจะต้องเป็นทางผ่านของน้ำที่จะไหลลงสู่อ่าวไทย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบมากบ้างน้อยบ้างตามแต่สภาพพื้นที่ และศักยภาพการป้องกันรวมถึงการระบายน้ำ จึงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ประชาชนต้องระวัง
การป้องกันเฝ้าระวัง รวมถึงการให้การรักษาก็ดำเนินการตามแผนปกติทุก ๆ ปีตามช่วงเวลาระบาดของโรค แต่ในปีนี้สถานการณ์น้ำท่วมเริ่มเข้าสู่สภาวะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ กทม.ต้องตั้งศูนย์เฝ้าระวังโรคที่มาจากน้ำขึ้น ที่สำนักอนามัย (สนอ.) เพื่อติดตามสถานการณ์การเข้ารักษาโรคที่เกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วมทั้งพื้นที่
ส่วนอีกหนึ่งโรคที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คือ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน เพราะในช่วงน้ำท่วม ประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ การรับประทานอาหาร การขับถ่าย ค่อนข้างเป็นไปอย่างยากลำบากทำให้ไม่ค่อยถูกสุขลักษณะเท่าที่ควร อีกทั้งหลังน้ำลดระดับลงการหมักหมมของขยะและสิ่งปฏิกูลในช่วงน้ำท่วมก็จะเริ่มเน่าเหม็นและมีการแพร่เชื้อโรค เข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว”
ดังนั้นการดูแลรักษาประชาชนจะต้องกลับมารุกหนักหลังภาวะน้ำลดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้สุขภาพประชาชนกลับมาอยู่ในสภาวะปลอดภัยเช่นเดิม
ใช่ว่าการสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ จะหายไปกับสายน้ำเมื่อยามที่ลดไป แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ สิ่งที่น้ำได้ทิ้งไว้ให้ ถ้าเป็นทางด้านกายภาพ หรือวัตถุนั้น เราซ่อมสร้างมันได้ แต่สิ่งที่บอบช้ำมากกว่าคือสภาพจิตใจและร่างกายที่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูที่นานกว่า เพื่อให้กลับมาเหมือนเดิม และคำกล่าวที่ว่า “การไม่เป็นโรคคือลาภอันประเสริฐ” นั้นคงจะจริงเป็นที่สุด เพราะเมื่อสภาพร่างกายพร้อมก็สามารถสร้างสิ่งที่หายไปขึ้นมาใหม่ได้.
บานเย็น แม่นปืน/รายงาน
นสพ.เดลินิวส์
เยียวยาผิวด้วยผักและผลไม้ (Lisa)
เวลาที่คุณเจอกับปัญหาผิวต่าง ๆ อย่าเพิ่งหยิบหลอดยาทาผิวขึ้นมา ลองใช้วิธีธรรมชาติ ๆ ของเรานี้ดูก่อน
ถ้าคุณมีปัญหาสิวที่ไม่ยอมหายง่าย ๆ
คุณควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เพราะจะทำให้ผิวไวต่อการอักเสบมากขึ้น ฉะนั้น ในช่วงที่สิวยังไม่หายนี้คุณก็ควรเลือกกินผลไม้ที่ไม่ค่อยมีน้ำตาลอย่างฝรั่ง ชมพู่ มะละกอ และธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี
ถ้าคุณมีปัญหาผิวแห้ง
คุณก็ควรกินอาหารที่กรดไมันโอเมก้า-3 ในปริมาณสูง อย่างเช่น ผลไม้เปลือกแข็ง ปลาแซลมอน ถั่วเหลือง เพราะจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวของคุณได้ แถมผู้เชี่ยวชาญในเรื่องอาหารยังบอกอีกด้วยว่า อาหารพวกนี้ช่วยลดความเครียดให้คุณได้ด้วย
ถ้าคุณเผลอบีบสิว (ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณไม่ควรเผลอบ่อย ๆ)
คุณก็ควรทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของชาเขียว น้ำมันที-ทรี หรือสารสกัดจากชะเอม เพราะจะช่วยป้องกันการติดเชื้อ และช่วยให้รอยแดง ๆ จากการบีบสิวจางลงได้
ถ้าคุณมีผื่นคันเกิดขึ้นตามร่างกาย
ก็ลองบดแตงกวาที่ปลอกเปลือกออกแล้วให้ละเอียด แล้วทาลงบนผิวในบริเวณที่มีปัญหา ปล่อยทิ้งไว้ซักประมาณสองสามนาที เพื่อช่วยขจัดรอยแดง ๆ และอาการระคายเคืองออกไป
ป้องกันสิวเวลาไปเที่ยวทะเล (Lisa)
ถึงแม้สิวจะเกิดขึ้นได้ในทุกสภาพอากาศ แต่สภาพอากาศร้อน ๆ ระหว่างที่คุณไปเที่ยวทะเลนั้นอาจกลายเป็นตัวกระตุ้นให้สิวปะทุขึ้นมาได้ ฉะนั้น ควรป้องกันปัญหาสิวเอาไว้ก่อน ด้วยเคล็ดลับง่าย ๆ ต่อไปนี้กัน
หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์และครีมกันแดดเนื้อหนัก ๆ การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและครีมกันแดดเนื้อหนัก ๆ ในสภาพอากาศที่ร้อนชื้นนั้น มีแนวโน้มอย่างมากที่จะทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตันเมื่อมีเหงื่อเข้ามาผสมโรงด้วย ฉะนั้น เลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบบที่เป็นเนื้อฟลูอิดหรือเนื้อเจลจะปลอดภัยกว่า
ต่อสู้กับสิวตามตัว วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับสิวบริเวณหน้าอกและหลังคือ คุณต้องรีบล้างครีมกันแดดออกให้หมดหลังขึ้นจากชายหาด นอกจากนี้ก็อาจตามด้วยโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก เพื่อป้องกันการอุดตันในรูขุมขน
จัดการกับสิวเป็นจุด ๆ ถึงแม้ว่าการให้แพทย์ผิวหนังกดสิวหรือฉีดยาลดการอักเสบให้ จะช่วยกำจัดสิวได้อย่างรวดเร็ว แต่คุณก็สามารถจัดการด้วยตัวเองได้ โดยการใช้ยาแต้มสิวที่มีส่วนผสมของเบนซอยล์ เปอร์ออกไซด์ หรือกรดซาลิไซลิก ก็จะช่วยให้สิวแห้งเร็วขึ้นได้
ผิวพรรณเปล่งปลั่งด้วยพลังแห่งนมวัว (ไทยโพสต์)
คำกล่าวที่ว่า "อาบน้ำแร่ แช่น้ำนม" คงบอกได้ถึงคุณประโยชน์ของนมวัวที่มีต่อผิวพรรณมาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งทุกวันนี้ผลผลิตจากธรรมชาติ เข้ามามีบทบาทในด้านสุขภาพและความงาม เนื่องจากคนเริ่มหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี สารปรุงแต่ง หรือสิ่งที่จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย และนมวัวก็เป็นหนึ่งในผลผลิตจากธรรมชาติ ที่เราคุ้นหูคุ้นตาจากโฆษณาต่าง ๆ ว่ามีประโยชน์ต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และมีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส อ่อนเยาว์เอาไว้ได้ เรามาลองดูกันซิว่านมวัวมีคุณสมบัติที่พิเศษ และทำได้เพราะเหตุใด
รายงานข่าวจากโครงการ "สุขภาพดี 24 ชั่วโมงกับโฟร์โมสต์" ระบุว่า คุณค่าจากนมวัวที่มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผมให้แข็งแรงนั้น มาจากสังกะสีหรือซิงก์ และโปรตีนคุณภาพสูงในนมวัว โดยสังกะสีเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อระบบภูมิต้านทานของร่างกาย เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสร้างแอนติบอดี ที่ช่วยในการต่อสู้กับการติดเชื้อ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการมองเห็น สังกะสีช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างสมบูรณ์ เช่น เซลล์ผิวหนัง เส้นผม สายตา การรับรู้รสและกลิ่น เป็นต้น ในส่วนของเส้นผมนั้น สังกะสีมีส่วนช่วยในการเผาผลาญและทำให้เส้นผมเจริญงอกงามได้ดี
แต่ทว่าร่างกายคนเรานั้นไม่สามารถสังเคราะห์สังกะสีได้เอง จะได้รับแร่ธาตุนี้จากการบริโภคเท่านั้น นมวัวก็เป็นแหล่งของสารอาหารที่ให้สังกะสีในปริมาณสูง เท่ากับ 0.37 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม การดื่มนมวัวประมาณ 3 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) ต่อวัน จะช่วยให้ร่างกายได้รับสังกะสีราว 24% ของปริมาณที่จำเป็นต่อร่างกายในแต่ละวัน นอกจากนั้นในนมวัวยังมีซีลีเนียม ซึ่งมีส่วนช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และทำให้ผม ผิวหนัง และเล็บมีสุขภาพดี ดังนั้นการดื่มนมวัวประมาณ 3 แก้ว (แก้วละ 200 มิลลิลิตร) ต่อวัน ก็จะทำให้ร่างกายได้รับซีลีเนียมประมาณ 32% ของปริมาณที่จำเป็นต่อร่างกายในแต่ละวันเช่นกัน
โปรตีนในนมวัวนั้น เป็นโปรตีนคุณภาพสูงเมื่อเทียบกับโปรตีนในนมถั่วเหลือง และมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อโครงสร้างโปรตีนในร่างกาย เซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง กล้ามเนื้อ กระดูก หรือโลหิต รวมทั้งใช้กรดอะมิโนสร้างแอนติบอดีและฮอร์โมนต่าง ๆ โปรตีนจากน้ำนม จึงมีส่วนช่วยให้เซลล์สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างภูมิคุ้มกัน ให้พลังงาน เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และสร้างฮอร์โมนที่จำเป็น บำรุงไม่ให้ระบบต่าง ๆ เสื่อมสภาพเร็ว ช่วยให้มีออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงโลหิตได้ดี เป็นต้น
ทุกวันนี้เราคุ้นชินกับคอลลาเจน ในฐานะส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เสริมความงามที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า คอลลาเจนนั้นคือโปรตีนชนิดหนึ่ง ดังนั้นการดื่มนมวัวจะทำให้ร่างกายได้รับคอลลาเจนโดยตรง ซึ่งช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวพรรณ ทำให้ผิวกระชับ และเปล่งปลั่งอยู่เสมอ คุณภาพของเส้นผมที่ได้รับการบำรุงจากโปรตีนอันอุดมก็เช่นกัน
หากเปรียบเทียบปริมาณสังกะสีและโปรตีนที่ได้จากนมถั่วเหลืองน้ำหนัก 100 กรัมเท่ากันแล้ว นมวัวจะให้โปรตีนมากกว่านมถั่วเหลือง 16% และให้สังกะสีมากกว่านมถั่วเหลือง 60% ให้พลังงานมากกว่าเกือบสองเท่า มีคาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และแร่ธาตุอื่นที่มากกว่าโดยไม่ต้องปรุงแต่ง ดังนั้นการดื่มนมสดเป็นประจำ จึงช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบครัน และมีสุขภาพผิวดีได้จากภายใน เพราะเซลล์และเนื้อเยื่อทำงานได้ตามกลไกปกติ
การอาบน้ำแร่ แช่น้ำนม จึงอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป หากเราสามารถดื่มนมวัววันละ 3 แก้วทุกวัน เพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน์มากกว่าความงามที่มองเห็นได้ด้วยตา ซึ่งเมื่อร่างกายมีสุขภาพดี และร่างกายดูดีแล้ว สุขภาพใจที่ดีก็จะตามมา แถมประหยัดค่าอาหารเสริมได้อีกทางหนึ่งด้วย
สำหรับสิ่งของจำเป็นที่ควรมีใน "ถุงยังชีพ" ประกอบด้วย
1. อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง พร้อมที่เปิดกระป๋อง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ผักกาดดองกระป๋อง ปลาราดพริก น้ำพริกกระปุก เนื้อเค็ม ไข่เค็ม หมูหยอง หมูแผ่น ฯลฯ ในปริมาณที่เพียงพอต่อการบริโภคไม่น้อยกว่า 3 วัน
2. ข้าวหอมมะลิกระป๋อง และข้าวสาร หรือหากเดินทางไปแจกด้วยตนเอง อาจซื้อข้าวเหนียวนึ่งกับเนื้อหรือหมูทอดใส่ถุงเพราะไม่บูดง่าย
3. น้ำดื่ม เครื่องดื่มแพ็คกล่อง และขนมปังกรอบ ขนมถุงต่าง ๆ ที่เด็กชอบ นมถั่วเหลืองและน้ำผลไม้ สำหรับถวายพระฉันหลังเพล
4. นมผง และขวดนมสำหรับเด็กเล็ก พร้อมด้วยกระติกน้ำร้อนขนาดเล็ก ชนิดเสียบไฟได้
5. กระบอกไฟฉายพร้อมถ่าน ควรมีถ่านสำรองด้วยหลาย ๆ ชุด เทียนไข และไฟแช็ค
6. ชุดปฐมพยาบาล และยาสามัญประจำบ้าน ยาแก้น้ำกัดเท้า ยาทาแผลสด ยาดม ยาหม่อง ยาแก้ไข้แก้หวัด ยาแก้ไอ เจ็บคอ เกลือแร่ซอง ยาแก้ท้องเสีย โลชั่นกันยุง ยาแก้คัน และยารักษาเชื้อรา-น้ำกัดเท้า
7. กระดาษทิชชู และกระดาษชำระแบบเปียก ใช้สำหรับการชำระล้างเพื่อสุขอนามัย
8. ถุงดำสำหรับใส่ขยะ พร้อมเชือกฟางหรือหนังยาง สำหรับมัดปากถุง
9. ผ้าอนามัย และยาคุมสำหรับผู้หญิง ถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชาย ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กเล็กและคนแก่ กระโถน ถุงก๊อบแก๊บพร้อมที่นั่งถ่ายแบบของคนป่วย
10. เสื้อชูชีพ จำเป็นมากสำหรับคนแก่ คนป่วย และเด็ก ที่ควรมีไว้ประจำตัว
11. รองเท้าแตะยาง เสื้อกันฝน หมวกกันแดด ร่ม เสื้อยืด สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ผ้าขาวม้า ผ้าถุง กางเกงในกระดาษ หน้ากากกันฝุ่น
12. นกหวีด เพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
13. เชือกไนลอนเส้นยาว ๆ สำหรับผูกของ ตากผ้า ฯลฯ
14. กระจกเล็ก ๆ เอาไว้สะท้อนแสงขอความช่วยเหลือ
15. แผ่นพลาสติกและเทปกาว เพื่อใช้ในการทำที่หลบภัยภายในที่พัก
ทั้งหมดนี้ เป็นรายการสิ่งของจำเป็นเบื้องต้น ซึ่งท่านที่ต้องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมสามารถจัดเตรียมและนำไปมอบให้ได้ด้วยตนเอง หรือผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ที่เปิดรับได้ หรือสำหรับคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะถูกน้ำท่วม ก็สามารถจัดเตรียมสิ่งของเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าก่อนก็มีประโยชน์ไม่น้อยค่ะ

งานฉลองที่มีสีสันและสนุกสนานตั้งแต่เช้ายันค่ำ จะหมุนเวียนจัดกันไปจัดตามเมืองต่างๆ ทั่วฝรั่งเศส
งานเทศกาลที่จัดกันในปัจจุบันล้วนเป็นมรดกตกทอดสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งอดีต หมู่บ้านแต่ละแห่งจะต้องมีงานฉลองของตน และในแต่ละเมืองจะต้องมีเทศกาลของดีของเด่นประจำปีไว้สนุกสนานกัน เช่น งานเดินขบวนคนยักษ์ (คนต่อขา) ของทางตอนเหนือของฝรั่งเศส งานคาร์นิวัลเมืองนีซ (Nice) งาน Ferias เมืองนีมส์ (Nîmes) และเมืองอาร์ล (Arles) งานประจำปีเมืองบายอน (Bayonne) หรือเมืองเบซิเยส์ (Béziers) ฯลฯ งานเหล่านี้เป็นที่รวมความสนุกสนานของชาวเมืองซึ่งยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นให้มาร่วมความบันเทิงด้วยกัน นอกจากงานเทศกาลต่างๆ ในเขตภูมิภาคแล้ว ฝรั่งเศสยังมีงานสำคัญประจำปีระดับชาติอีก 2 งาน ซึ่งทุกเมืองจะเฉลิมฉลองพร้อมๆ กัน งานแรกคืองานวันชาติ 14 กรกฎาคมซึ่งเป็นวันสำคัญที่เปิดตัวด้วยการสวนสนามของทหารเหล่าต่างๆ และจัดขึ้นอย่างใหญ่โตที่ถนนชองส์-เอลิเซ่ส์ (Champs-Elysées) อันเลื่องชื่อของปารีส พอถึงกลางคืนจะมีการจุดดอกไม้ไฟที่สวยงามตระการตา และมีงานเต้นรำที่สนุกสนานแบบฝรั่งเศสแท้ ส่วนตามเมืองใหญ่ๆ มักจัดการแสดงดนตรีกลางแจ้งให้ชมกันโดยไม่ต้องเสียค่าผ่านประตู งานใหญ่งานที่สองคือ เทศกาลดนตรีซึ่งจัดขึ้นทุกวันที่ 21 มิถุนายน เทศกาลนี้เปิดโอกาสให้คนรักดนตรีทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นได้แสดงความสามารถกันเต็มที่และสุดเหวี่ยงในท้องถนนและทุกหนทุกแห่ง นอกจากนี้ยังมีเทศกาลเพลงคลาสสิค ละคร ละครสัตว์ และอื่นๆ อีกมากมายตลอดทั้งปี เพียงเท่านี้คุณก็คงพอรู้แล้วว่าในฝรั่งเศสความสนุกสนานเพลิดเพลินนั้นไม่มีการเว้นวรรคจริงๆ
สำหรับคนนอนไม่หลับ
ราตรีที่หวานซึ้งหรือค่ำคืนที่เฮฮาเป็นบรรยากาศที่คุณเลือกได้ในสถานบันเทิงที่มีอยู่มากมายหลายแห่ง ถ้าคุณชอบดื่มสังสรรค์กับเพื่อนๆ ในบรรยากาศที่เป็นกันเองแล้วล่ะก็ ตามเมืองใหญ่ๆ ของฝรั่งเศสมีบาร์ซึ่งเปิดเพลงทุกสไตล์ให้เลือกตามรสนิยม ทั้งลาติโน แจ๊ซ ไลท์ มิวสิค เว็บ เทคโน หรือแม้แต่เพลงอาหรับ... และถ้าใครยังไม่เหนื่อยอยากไปเต้นรำต่อ ก็ยังมีสถานบันเทิงขนาดยักษ์ที่เปิดเพลงมันๆ หลายสไตล์โดยดีเจจากทั่วโลก ให้นักดิ้นเท้าไฟได้สะบัดในทุกท่วงท่า ทั้งฮิปฮอป แจ็ซ โซล หรือเพลงแอฟริกัน ส่วนคุณที่ชอบลีลาศแบบหรูหรือบอลรูมแบบเก่าย้อนยุค ก็รับรองว่าไม่มีวันผิดหวัง และเมื่อยามเช้ามาถึงแต่คุณยังมีแรงเที่ยวต่อ ก็ยังมีที่ที่คุณจะได้สนุกส่งท้ายกันอีก
ที่มา - http://ptc.icphysics.com/webboard/SFM/index.php?topic=11509.0;wap2
ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นก็คือ ได้รู้ว่า หญิงกับชาย ไม่ได้แตกต่างกันเพียงแค่เรื่องอวัยวะเพศที่เป็นสิ่งบ่งชี้เพศเท่านั้น แต่ลักษณะทางกายภาพและชีวภาพของสมองก็แตกต่างกัน
นักวิทยาศาสตร์ทางด้านสมอง ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างสมองของเพศหญิงและชาย ซึ่งโครงสร้างสมองมีหลายอย่างที่แตกต่างกัน ประการแรก Corpus Callosum เป็นเส้นประสาทที่เชื่อมสมองทั้งสองซีก ซึ่งประกอบไปด้วยเซลล์ประสาท 300 ล้านเซลล์ เป็นทางผ่านของกระแสประสาทจากซีกซ้ายไปซีกขวา สามารถทำให้เห็นพัฒนาการทางด้านความฉลาดระหว่าง
เพศชายและหญิงได้โดยผู้หญิงมีขนาดของคอร์ปัส คอลโลซัมที่มากกว่า นั่นหมายความว่า ผู้หญิงมีความสามารถในการส่งข้อมูลระหว่างสมองซีกซ้ายกับขวาเร็วกว่าผู้ชาย โดยการศึกษาพบว่าความแตกต่างจะเริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อเข้าสู่ช่วงประถมค่ะ
อย่างที่สอง จำนวนเซลล์สมองของผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4% และมีเนื้อสมองมากกว่าผู้หญิงประมาณ 1 ขีด ซึ่งเซลล์สมองเหล่านี้จะวิ่งผ่านไปในสมอง ทำให้เกิดความนึกคิด การเรียนรู้ต่างๆ แม้ผู้ชายจะมีเซลล์สมองมากกว่าผู้หญิงแต่น่าแปลกมากที่ผู้หญิงมีระบบการเชื่อมโยงของเซลล์สมองมากกว่าผู้ชาย ดังนั้นจึงแสดงว่าเซลล์สมองผู้หญิงนั้นทำงานได้ดีกว่า
นอกจากนี้ในส่วนของระบบสมองลิมบิค (Limbic) ที่เกี่ยวข้องกับระบบการเรียนรู้ ความจำ รวมทั้งการปรับสภาวะอารมณ์นั้น ผู้หญิงจะมีมากกว่า จึงทำให้ภาพรวมของผู้หญิงจะเป็นเพศที่มีความรู้สึกมากกว่าผู้ชาย จะดีใจ หรือ เสียใจ ผู้หญิงจะแสดงออกมาเลย ในขณะที่ผู้ชายดีใจก็เงียบ เสียใจก็เงียบ นอกจากนี้ผู้หญิงยังมีความผูกพันที่สูงกว่า ดูได้จากบทบาทการเป็นแม่นั่นเอง
นักวิจัยได้เคยทำการทดสอบการใช้สมองของเพศหญิงและชายโดยการแสกนสมอง พบว่ามีความแตกต่างกันหลายๆ อย่างทีเดียว ซึ่งการทดสอบจะใช้เครื่องมือที่ทำให้มีแสงไฟแวบขึ้นเมื่อสมองส่วนใดทำงาน ได้ผลออกมา เช่น ในการพูด ผู้หญิงจะใช้สมองทั้งสองซีกในการทำงาน เพราะไฟติดทั้งสองด้าน ในขณะที่ผู้ชายจะใช้เพียงสมองซีกซ้ายเท่านั้น ส่วนในเรื่องของการจดจำทิศทาง ผู้หญิงใช้ Cerebral cortex ซึ่งอยู่ในระบบประสาทส่วนกลาง และเป็นศูนย์ควบคุมเกี่ยวกับความฉลาด การเรียนรู้ ความจำ ส่วนผู้ชายจะใช้ Hippocampus ซึ่งทำหน้าที่ในการบันทึกความทรงจำ และการกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม โดยอาศัยความทรงจำและประสบการณ์เก่าๆ มาเป็นตัวตัดสินนั่นเอง
ส่วนที่เถียงกันจนเป็นปัญหาโลกแตกว่า เพศไหนฉลาดกว่ากัน อาจจะไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เพราะใครจะเก่งกว่าใครส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการฝึกฝนและการพัฒนาตั้งแต่ยังเด็ก แต่ถ้าหากดูกันที่ระบบสมอง บทบาทของ Cerebrum ของทั้งสองเพศก็จะมีความแตกต่างกัน โดยจะโดดเด่นกันคนละด้าน คือ เพศชายจะมีความถนัดและความสามารถด้านการคำนวณ การเข้าใจตรรกะต่างๆ การใช้ภาษาในเชิงเหตุผล การใช้แผนที่ ทิศทางการเคลื่อนไหวร่างกาย เป็นต้น จึงเห็นว่าส่วนใหญ่ผู้นำมักจะเป็นผู้ชาย ส่วนความสามารถของเพศหญิงนั้น จะเด่นในเรื่อง การใช้ความรู้สึก งานฝีมือ การเข้าอกเข้าใจคนอื่น การจดจำ การใช้ภาษา เป็นต้น เห็นความถนัดแล้วเพศหญิงแล้ว หายสงสัยเลยว่าทำไมคณะอักษรฯ หรือมนุษย์ฯ ซึ่งเป็นสายภาษาจึงมีแต่ผู้หญิงเรียน
สรุปได้ง่ายๆ เลยว่า การที่ผู้หญิงและผู้ชายมีพฤติกรรม ความรู้ ความคิด และอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันเป็นเรื่องที่ธรรมชาติให้มาล้วนๆ สมองมีการทำงานที่แตกต่างกัน แต่ก็เป็นความแตกต่างที่ลงตัวและสร้างเสน่ห์ให้แต่ละเพศได้เป็นอย่างดีทีเดียว เช่น ผู้ชายก็จะรู้สึกดีและรู้สึกเป็นฮีโร่สุดๆ เมื่อได้ดูแลผู้หญิง ส่วนผู้หญิงจะมีอารมณ์ความรู้สึกที่อยากมีคนดูแล ทีนี้ น้องๆ ผู้ชายทั้งหลายก็เข้าใจธรรมชาติของเพศหญิงในเรื่องของอารมร์ความรู้สึกและความจำแล้ว ดังนั้นจะพูดจะทำอะไรก็แคร์ความรู้สึกของกันและกันเยอะๆ สำหรับผู้หญิงก็รู้ธรรมชาติของความคิดและการแสดงออกของผู้ชาย ก็ต้องปรับตัวไม่งอแงจนเกินไปนะคะ จะได้ไม่มีปัญหากัน โลกใบนี้จะได้น่าอยู่มากขึ้นค่ะ
ที่มา : www.dek-d.com