เด็ก ๆ มักจะมีปัญหาทางด้านสุขภาพจิต เมื่อต้องเรียนในห้องเรียนที่ไม่มีสื่อการเรียนการสอนมากนัก หรือต้องเรียนกับคุณครูที่สอนด้วยอารมณ์ไม่ใช่ด้วยจิตวิญญาณ
“นักวิจัยหลาย ๆ ฝ่ายรวมทั้งนักสังคมวิทยามักใช้เวลาศึกษาเพื่อศึกษา ความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมกับปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มคนวัยทำงาน แต่พวกเขาไม่ค่อยให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของเด็ก ๆ กับสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียนหรือห้องเรียนมากเท่าใดนัก” Melissa A. Milkie นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์กล่าว
ด้วยเหตุนี้นักวิจัยจึงได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างห้องเรียนกับสุขภาพจิตของเด็ก อาทิ ความสนใจในห้องเรียน พฤติกรรมภายในห้อง เช่น การชกต่อย ความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อน รวมทั้งการแก้ปัญหาของตนเอง เช่น ความวิตกกังวลและความทุกข์ใจ
นักวิจัยพบว่า เด็ก ๆ ในห้องเรียนที่ไม่เหมาะสม คือ ไม่มีสื่อการเรียนการสอนอื่น ๆ นอกจาก กระดาษ และดินสอ บรรยากาศภายในห้องร้อน การจัดโต๊ะเรียนไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีเครื่องดนตรี และไม่มีอุปกรณ์ส่งเสริมจินตนาการ อาทิ สื่อการวาดรูป หรือต้องเรียนกัยครูที่มักจะคิดว่าเด็ก ๆ ไม่เคารพตน เด็กเหล่านี้มักจะมีสุขภาพจิตที่แย่
“หากคุณครูมีความรู้สึกเครียดเพราะไม่สามารถบอกให้เด็ก ๆ ทำตามได้ ความเครียดดังกล่าวจะส่งผลต่อเด็กด้วยเช่นกัน” นักวิจัยกล่าว
ที่มา UPI.com
นักวิจัยจากสหรัฐอเมริกากล่าวว่า ในระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมา อัตราการได้รับบาดเจ็บของเด็กมีเพิ่มขึ้นร้อยละ 34 หรือคิดเป็น 16,000 คนต่อปี
จากการตรวจการณ์ของศูนย์วิจัยการบาดเจ็บของสถาบันวิจัยโรงพยาบาลเด็กทั่วประเทศในโคลัมบัส โอไฮโอ พบว่าในช่วงระหว่างปี 1994-2007 มีเด็กประมาณ 225,344 รายที่เข้ารับการรักษาในแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังพบว่าอาการบาดเจ็บส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอาการเคล็ดขัดยอก ซึ่งจำนวน 1 ใน 3 ของการได้รับบาดเจ็บเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงและเกินกว่าครึ่งหนึ่งเกิดจากอุบัติเหตุที่ขึ้นในโรงเรียน
นักวิจัยกล่าวว่าเด็กอายุต่ำกว่า 14 ปี มีแนวโน้มที่จะได้รับบาดเจ็บจากการหกล้มขณะอยู่ที่โรงเรียน ส่วนวัยรุ่นที่มีอายุ 15 ขึ้นไปมักได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน สถานกีฬาหรือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
ผลงานวิจัยในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของอายุและการได้รับบาดเจ็บ ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองและครูสามารถสอนเด็กให้รอดพ้นจากการได้รับบาดเจ็บได้ การออกกำลังกายนับเป็นอีกวิธีที่จะช่วยให้เด็กๆ แข็งแรง เมื่อได้รับบาดเจ็บจะได้ไม่มีอาการรุนแรงนัก
ข่าวจาก: UIP
ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีรายได้ต่ำ จะมีอัตราการได้รับบาดเจ็บมากว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีรายได้สูงถึง 20 ครั้ง
ผลงานวิจัยพบว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีรายได้ต่ำจะได้รับบาดเจ็บจากรถชน หกล้ม และโดนทำร้ายร่างกายมากกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีรายได้สูง 6 เท่า
ดร.เบน เอล ซาร์ซัวร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเทนเทสซี ทำการศึกษาผู้ป่วยจำนวน 17,658 คนที่มีอายุระหว่าง 18-84 ปี ที่เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลหลังได้รับบาดเจ็บในช่วงระหว่างเดือนมกราคม 1996 ถึงเดือนธันวาคม 2005 ซึ่งอัตราผู้ที่ได้รับบาดเจ็บได้รับการคำนวณจากสภาพเศรษฐกิจในเมืองเชลบีจากปี 1996-2005
พบว่าอัตราการได้รับบาดเจ็บจะมีสูงขึ้น 6 เท่าในผู้ที่อาศัยอยู่ในละแวกที่มีสถานะทางเศรษฐกิจต่ำ ซึ่งอาจเป็นข้อสรุปได้ว่าอัตราการบาดเจ็บนั้นมีมีความเชื่อโยงกับพื้นที่ที่ผู้คนเหล่านั้นอาศัยอยู่
ข่าวจากUIP
การศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกและวิสคอนซิล- มาดิสัน พบว่า ความอ้วนไม่ได้เกิดจากการรับประทานอาหารมากเกินไปเท่านั้น แต่สาเหตุหลักของความอ้วนเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ
การทดลองให้แบ่งกลุ่มตัวอย่าง 10 คนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน โดยให้กลุ่มหนึ่งนอนหลับวันละ 5.5 ชั่วโมง และอีกกลุ่มหนึ่งนอนหลับวันละ 8.5 ชั่วโมง โดยทั้งสองมีพฤติกรรมการกินและกิจกรรมในแต่ละวันเหมือนกันพบว่า กลุ่มที่มีชั่วโมงการนอนหลับมากกว่ามีปริมาณไขมันและกล้ามเนื้อลดลงมากกว่ากลุ่มที่นอนหลับน้อยกว่า
ดังนั้นแม้ว่าเราจะมีความตั้งใจดี พยายามรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่หากพักผ่อนไม่เพียงพอก็สามารถทำให้อ้วนได้ ปัจจุบันเรามีชั่วโมงทำงานยาวนานในแต่ละวัน และพยายามที่จะเพิ่มชั่วโมงการทำงานให้มากขึ้น ๆ โดยคำนึงถึงสุขภาพค่อนข้างน้อย
การหยุดทำงานหนึ่งชั่วโมง และเปลี่ยนไปเพิ่มชั่วโมงการนอนสามารถช่วยให้สุขภาพของคุณดีขึ้นได้
ข่าวจาก: treehugger
หากพบว่าเด็กๆ มีอาการง่วงนอนในช่วงกลางวัน อย่าโทษว่าเป็นเพราะฮอร์โมนหรือความเพราะความเป็นเด็ก จากงานวิจัยล่าสุดผู้เชี่ยวชาญพบว่า จำนวนของวัยรุ่นที่มักมีอารมณ์แปรปรวนและมีพฤติกรรมการติดต่อสื่อสารที่ผิดปกติเป็นประเด็นที่กำลังน่าเป็นห่วง ซึ่งสาเหตุเกิดมาจากการที่วัยรุ่นเหล่านั้นได้รับการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ และเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เด็กเหล่านี้ควรได้รับความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการนอนหลับพักผ่อนที่ส่งผลดีต่างร่างกาย
ควรสอนให้เห็นถึงความสำคัญของการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอคือ 9 ชั่วโมงในเวลากลางคืนและหลีกเลี่ยงการกระทำที่จะส่งผลให้นอนไม่หลับเช่นการโทรศัพท์การเล่นเกมเป็นเวลานานในช่วงเวลากลางคืน
นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรชี้ให้เห็นโทษของการพักผ่อนไม่เพียงพอซึ่งได้แก่ความเสี่ยงในการมีน้ำหนักตัวมากเกินไป เป็นโรคซึมเศร้า สมาธิสั้นเป็นต้น
ข่าวจาก: MailOnline
ชีวิตไม่ได้มีเพียงแค่การทำงานเท่านั้น ครอบครัว เพื่อน และอื่น ๆ ก็คือส่วนหนึ่งของชีวิตเช่นกัน สัญญาณต่อไปนี้คือสิ่งที่แสดงว่าคุณควรหาเวลาพักผ่อนจากการทำงานบ้างได้แล้ว
■ทุก ๆ ครั้งที่นั่งมองลูก รู้สึกว่าพวกเขาโตขึ้นไปมาก
■เป็นระยะเวลาสามสัปดาห์พอดีที่ได้กินอาหารอย่างอื่นนอกจากอาหารในโรงอาหารของที่ทำงาน
■กลับบ้านช้าเป็นประจำ
■ปฏิเสธเมื่อเพื่อนชวนไปซื้อของด้วยกันในวันอาทิตย์ ด้วยเหตุผลที่ว่าคุณอยู่ที่ทำงาน
■ได้รับส.ค.ส.มากมายในวันปีใหม่ แต่ไม่มีเวลาที่จะเปิดอ่านสักแม้สักครั้ง
■คุณและเพื่อนที่ทำงานสื่อสารกันด้วยกระดาษโน้ตที่วางอยู่บนโต๊ะในครัว
■ใจครุ่นคิดถึงเรื่องที่ต้องเข้าประชุมในวันรุ่งขึ้น ในขณะที่อยู่บ้าน
■นั่งทำงานและกลับบ้านเป็นคนสุดท้าย
■นึกขึ้นได้แล้วว่าเริ่มใช้เวลากับเพื่อนร่วมงานมากกว่าสามีหรือภรรยาของคุณ
■หากภรรยาของคุณบอกว่าเธอท้อง และคุณเริ่มไม่แน่ใจว่าคุณคือพ่อของเด็ก
■รู้สึกไม่มั่นใจเมื่อไม่ได้ใส่ชุดฟอร์มของบริษัท
■สุนัขที่บ้านเริ่มเห่าเมื่อคุณกลับถึงบ้าน
■ลูกน้อยเริ่มที่จะเรียกชื่อ “ฟีโด้” แทน “พ่อ”
■ไม่เคยให้เบอร์โทรศัพท์บ้านกับใครเพราะมีโอกาสน้อยที่เขาจะต้องโทรไปที่นั่น
■คุณคือชื่อแรก ๆ ที่ร้านพิซซ่าต้องมาส่งเป็นประจำ
■วิธีแก้ปัญหาเมื่องานไม่เสร็จ คือการปูเสื่อนอนที่ทำงาน
ข่าวจาก: health24
ชื่อภาษาไทย
ลูกจันทน์เทศ (ภาคกลาง); ลูกจันทน์บ้าน (ภาคเหนือ) [2]
ชื่อจีน
โร่วโต้วโค่ว (จีนกลาง), เหน็กเต่าโข่ว (จีนแต้จิ๋ว) [1]
ชื่อภาษาอังกฤษ
Nutmeg [1]
ชื่อเครื่องยา
Semen Myristicae [1]
การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังเก็บเกี่ยว
เก็บเกี่ยวผลแก่จัดในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง แยกเอาเปลือกผลและเปลือกหุ้มเมล็ดเทียมทิ้ง กะเทาะเอาเปลือกแข็งที่หุ้มเมล็ดออก เอาเฉพาะเนื้อในเมล็ดมาแช่น้ำปูนใสทิ้งไว้ข้ามคืน แล้วนำมาปิ้งโดยใช้ระดับไฟปานกลาง ปิ้งจนแห้ง เก็บรักษาไว้ในที่มีอากาศเย็นและแห้ง มีการระบายอากาศดี [3]
การเตรียมตัวยาพร้อมใช้
การเตรียมตัวยาพร้อมใช้มี 4 วิธี ดังนี้
วิธีที่ 1 ลูกจันทน์เทศ เตรียมโดยนำวัตถุดิบสมุนไพรที่ปราศจากสิ่งปนปลอม มาล้างน้ำให้สะอาด ตากแดดให้แห้ง ทุบให้แตกก่อนใช้ [4]
วิธีที่ 2 ลูกจันทน์เทศคั่วรำข้าวสาลี เตรียมโดยนำรำข้าวสาลีและตัวยาที่ได้จากวิธีที่ 1 ใส่ลงในกระทะ นำไปผัดโดยใช้ไฟระดับปานกลาง พร้อมคนอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งรำข้าวสาลีเป็นสีเหลืองเกรียม และตัวยามีสีน้ำตาลเข้ม นำออกจากเตา แล้วร่อนเอารำข้าวสาลีออก ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ทุบให้แตกก่อนใช้ (ใช้รำข้าวสาลี 40 กิโลกรัม ต่อตัวยา 100 กิโลกรัม) [3]
วิธีที่ 3 ลูกจันทน์เทศคั่วผงหินลื่น เตรียมโดยนำผงหินลื่นใส่ในภาชนะที่เหมาะสม แล้วให้ความร้อนที่อุณหภูมิสูง ใส่ตัวยาที่ได้จากวิธีที่ 1 ลงไป คนอย่างสม่ำเสมอจนกระทั่งผิวด้านนอกของตัวยามีสีน้ำตาลเข้มและมีกลิ่นหอมกรุ่น นำออกจากเตา แล้วร่อนเอาผงหินลื่นออก ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ทุบให้แตกก่อนใช้ (ใช้ผงหินลื่น 50 กิโลกรัม ต่อตัวยา 100 กิโลกรัม) [3]
วิธีที่ 4 ลูกจันทน์เทศห่อแป้งหมี่คั่ว เตรียมโดยนำแป้งหมี่ผสมน้ำในปริมาณที่เหมาะสม ปั้นให้เป็นแผ่น แล้วนำมาอัดให้เป็นแผ่นบาง ๆ จากนั้นนำแผ่นแป้งหมี่ที่เตรียมได้มาห่อตัวยาที่ได้จากวิธีที่ 1พรมน้ำที่ผิวด้านนอกเพื่อให้ชุ่มชื้น แล้วนำไปห่อกับแผ่นแป้งหมี่อีก ห่อประมาณ 3-4 ชั้น ให้ทำเช่นเดียวกัน นำไปตากแดดให้แห้งประมาณ 50% จากนั้นนำไปใส่ลงในภาชนะที่บรรจุผงหินลื่นที่ผัดให้ร้อนแล้ว คนอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งผิวด้านนอกมีสีเหลืองเกรียม นำออกจากเตา แล้วร่อนเอาผงหินลื่นออก ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ให้เอาแผ่นแป้งหมี่ที่ห่อไว้ทิ้ง เอาเฉพาะตัวยา ทุบให้แตกก่อนใช้ (ใช้แป้งหมี่ 50 กิโลกรัม ต่อตัวยา 100 กิโลกรัม) [3]
คุณภาพของตัวยาจากลักษณะภายนอก
ตัวยาที่มีคุณภาพดี เนื้อในเมล็ดต้องมีคุณสมบัติแข็งและเหนียว มีลายเส้นคล้ายเนื้อในเมล็ดหมาก มีน้ำมันมาก และมีกลิ่นหอม [5]
สรรพคุณตามตำราการแพทย์แผนจีน
ลูกจันทน์เทศ รสเผ็ด อุ่น มีฤทธิ์สมานลำไส้ ระงับถ่ายท้องร่วง แก้ท้องร่วงเรื้อรัง (เนื่องจากม้ามและไตพร่องและเย็นเกินไป) และมีฤทธิ์ให้ความอบอุ่นแก่กระเพาะอาหาร ทำให้ชี่หมุนเวียนดี แก้ปวดกระเพาะอาหาร เบื่ออาหาร อาเจียน จุกเสียดแน่นท้อง [1]
ลูกจันทน์เทศมีน้ำมันในปริมาณสูง ทำให้มีข้อเสียคือ มีฤทธิ์หล่อลื่นและกระตุ้นลำไส้มากเกินไป โดยทั่วไปจึงต้องนำมาแปรรูปโดยใช้วิธีเฉพาะก่อนใช้ การคั่วจะขจัดน้ำมันบางส่วนออกไป ทำให้ฤทธิ์หล่อลื่นและกระตุ้นลำไส้ลดน้อยลง แต่มีฤทธิ์แรงขึ้นในการช่วยให้ลำไส้แข็งแรงและระงับอาการท้องเสีย เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้อง จุกเสียดแน่นท้อง ท้องร่วง อาเจียน อาหารไม่ย่อย [3]
สรรพคุณตามตำราการแพทย์แผนไทย
ลูกจันทน์เทศ มีกลิ่นหอม รสเปรี้ยวฝาด ร้อน มีสรรพคุณบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ธาตุพิการ ขับลม แก้จุกเสียด แก้กำเดา แก้ท้องร่วง แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ปวดมดลูก บำรุงเลือด [6-8]
ขนาดยา
การแพทย์แผนจีน ใช้ขนาด 3-9 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม หรือใช้ภายนอกโดยบดเป็นผงผสมกับน้ำมันหรือน้ำส้มสายชูผสมทา [1]
การแพทย์แผนไทย ใช้เนื้อในเมล็ด 0.5 กรัม หรือประมาณ 1-2 เมล็ด บดให้เป็นผงละเอียด ชงน้ำครั้งเดียว รับประทานวันละ 2 ครั้ง 2-3 วัน [6, 9]
ข้อควรระวัง
ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการร้อนแกร่ง บิดท้องร่วงเพราะมีความร้อน (การแพทย์แผนจีน) [1]
ห้ามใช้ลูกจันทน์เทศในปริมาณสูง เพราะทำให้เกิดอาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ (การแพทย์แผนไทย) [6]
มีรายงานว่าเมื่อรับประทานลูกจันทน์เทศขนาดน้อยกว่า 1 ช้อนโต๊ะ ก็ทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ อาการข้างเคียงในขนาดสูง ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปากแห้ง หัวใจเต้นเร็ว กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้ม่านตาขยาย นอนไม่หลับ มึนงง สับสน เกิดอาการประสาทหลอน และอาจทำให้ชักได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น allergic contact dermatitis และ occupational asthma [6]
ข้อมูลวิชาการที่เกี่ยวข้อง
1.สารสกัด Nutmeg oil จากลูกจันทน์เทศสามารถยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือดได้ โดยมี eugenol และ isoeugenol เป็นสารออกฤทธิ์ [6]
2.สารสกัดแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ น้ำมันลูกจันทน์เทศสามารถยับยั้งการจับตัวของเกล็ดเลือดได้ สารสกัดของเปลือกเมล็ดแสดงฤทธิ์ต้านอักเสบในสัตว์ทดลอง [10]
3.ลูกจันทน์เทศมีสรรพคุณแก้ท้องเสียชนิดเรื้อรัง แก้ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย อาเจียน มีรายงานว่าเมื่อรับประทานผงลูกจันทน์ขนาด 7.5 กรัม อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปากแห้ง นอนไม่หลับ หากรับประทานในขนาดสูงมากอาจทำให้ตายได้ [10]
4.เมื่อให้สารสกัดอีเทอร์ทางปากแมว พบว่าขนาดของสารสกัดที่ทำให้แมวตายมีค่าเท่ากับ 0.5-1 มิลลิลิตร/กิโลกรัม และเมื่อให้ผงยาทางปากแมวในขนาด 1.8 กรัม/กิโลกรัม อาจทำให้เกิดอาการประสาทหลอน และถึงตายได้ภายใน 24 ชั่วโมง [10]
5.จากการศึกษาพิษเฉียบพลันในหนูถีบจักรของสารสกัด 50% แอลกอฮอล์จากลูกจันทน์เทศพบว่าค่า LD50 มีค่ามากกว่า 10 กรัม/กิโลกรัม เมื่อให้โดยการป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง