ผลงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของเด็กๆ ได้แก่ การเล่นเกมวิดิโอ การเล่นอินเตอร์เน็ต และการส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ปัญหาการพัฒนาทางการเรียนรู้ที่ล่าช้า เกิดความวิตกกังวล เกิดภาวะซึมเศร้าได้
การวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับนิสัยการนอนที่ผิดปกติของเด็ก ดำเนินการโดยศูนย์การแพทย์ในเอดิสัน นิวเจอร์ซีย์ พบว่าเด็ก ๆ ที่มักใช้เวลาในการใช้โทรศัพท์มือถือ ใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดความผิดปกติด้านการนอนหลับและปัญหาอื่นๆ ตามมา
ดร.ปีเตอร์ จี โปโลส์ ผู้นำงานวิจัยกล่าวว่า กิจกรรมเหล่านี้จะไม่ส่งเสริมการนอนหลับเหมือนการอ่านนวนิยายหรือการฟังเพลง เนื่องจากจะส่งผลให้สมองของพวกเขาได้รับการกระตุ้นให้ได้รับปัญหาด้านการนอนหลับ
การศึกษาครั้งนี้สำรวจจากผู้ชายและผู้หญิงจำวน 40 คน ที่มีอายุเฉลี่ย 14 ปี นักวิจัยมุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับกิจกรรมของพวกเขาหลังจากที่พวกเขาเข้าไปในห้องนอนในแต่ละคืน
ข่าวจาก: health24
มนุษย์ใช้เวลาหนึ่งในสามไปกับการนอน และนักวิทยาศาสตร์พบว่าการนอนช่วยให้ความจำดีขึ้น ช่วยจัดระเบียบความทรงจำ สามารถทำความเข้าใจลึกซึ้งในรายละเอียดของอารมร์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยขน์ต่อความคิดสร้างสรรค์
นักวิจัยได้ทำการทดสอบเกี่ยวกับการทำงานของสมองมนุษย์ขณะหลับ พบว่ามนุษย์เกาะติดอยู่เรื่องของอารมณ์ที่อยู่ในส่วนของความทรงจำอย่างมาก เช่น หากมนุษย์ได้รับความทรงจำเกี่ยวกับรถที่เสียหาย การนอนหลับจะช่วยให้สามารถจดจำอารมณ์ของความทรงจำได้มากกว่ารายละเอียดอื่น ๆ เช่น ต้นปาล์มที่อยู่ข้างหลังรถ เป็นต้น
การทดลองนี้ทำให้หมดคลายความเข้าใจผิดที่ว่า การนอนหลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย และไม่เพียงแต่เป็นการรวบรวมความทรงจำ แต่ยังเป็นการจัดระเบียบความทรงจำให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยเรื่องของงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ
นักวิจัยกล่าวว่า “ผู้คนที่กล่าวว่าเขาจะนอนหลับยาวเมื่อเขาตอนนั้น เป็นการกระทำที่ลดความสามารถของตนเอง โดยผมจะเป็นคนหนึ่งที่นอนหลับวันละ 8 ชั่วโมง แน่นอนว่าเราสามารถนอนหลับเพียงเล็กน้อยต่อวัน แต่นั่นเป็นการทำลายความสามารถในการจดจำของเราเอง”
ข่าวจาก: ScienceDaily
นักวิทยาศาสตร์ออกมาเตือนว่า การนอนหลับท่ามกลางแสงสว่างในช่วงกลางคืนอาจทำให้คุณมีอารมณ์หงุดหงิดได้เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันถัดไป และแม้ว่าจะเป็นแสงสลัว ก็อาจส่งผลต่อโครงสร้างของสมอง เพิ่มความเสี่ยงของโรคซึมเศร้าได้
แสงจะรบกวนวงจรธรรมชาติของการนอนหลับและการตื่น และยังเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงที่คนงานที่ทำงานในช่วงเวลากลางคืนจะมีความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งเต้านมที่สูงขึ้น และในเดือนที่ผ่านมามีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นแล้วว่าแสงในช่วงเวลากลางคืนมีผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มสูงขึ้น
งานวิจัยล่าสุดที่นำเสนอในงานประชุมอเมริกัน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ ศึกษาผลกระทบเกี่ยวกับแสงไฟสลัวที่หนูได้รับเป็นเวลา 8 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกมันมักจะนอนหลับ พบว่าแม้จะเป็นแสงไฟที่ไม่สว่างจ้า แต่ยังสามารถเกิดผลกระทบต่อพฤติกรรมของสัตว์ได้
ปัจจุบันพบว่าการนอนหลับที่ปราศจากแสงไฟอย่างสิ้นเชิงเป็นไปได้ยาก ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการค้นพบครั้งนี้พบว่าการนอนท่ามกลางแสงไฟอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพร่างกาย
ข่าวจาก: MailOnline
ความอ่อนล้า อ่อนแรง เป็นคำที่ใช้อธิบายความรู้สึกของการไร้พลังหรือแรงจูงใจในชีวิต
หลากหลายสาเหตุของความรู้สึกดังกล่าวซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น การออกแรงมากเกินไป ,ความเครียด ,ความเบื่อหน่าย และการพักผ่อนไม่เพียงพอ แม้ว่าความรู้สึกอ่อนแรงไร้พลังจะเกิดจากสาเหตุหลากหลายประการและมีผลกระทบต่อร่างกายเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังมีวิธีลดความรู้สึกดังกล่าวนี้ได้เช่นกันตามที่ The ADAM Encyclopedia ได้เสนอแนะไว้ ดังต่อไปนี้
■จัดตารางเวลานอนให้ดี และนอนในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ
■ดื่มน้ำสะอาดปริมาณมากๆ ทุกวัน และรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการหลากหลาย
■ออกกำลังกายให้เพียงพอ เป็นประจำ และไม่ควรทำงานหรือเข้าสังคมมากเกินไป
■พยายามเปลี่ยนสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดความเครียด
■ค้นหาวิธีการต่างๆ ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายจากความเครียด เช่น การทำสมาธิหรือการเล่นโยคะ
■ปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลเกี่ยวกับการรับประทานวิตามินรวม
■หลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด ,การสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ข่าวจาก: Drugs.com
"ที่เค้าว่านมถั่วเหลืองดีอย่างโน้นอย่างนี้ แถมราคาก็ถูกกว่านมวัว แล้วอย่างนี้เราจะหันมาดื่มนมถั่วเหลืองแทนนมวัวซะเลยจะดีไหม"
คำถามนี้เคยเกิดขึ้นในใจ คุณบ้างรึเปล่า? วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยที่ว่านี้กันให้ชัด ๆ เลย
ในเรื่องของโปรตีน ถ้าทำน้ำถั่วเหลืองจากสูตร ถั่วเหลือง 1 ส่วนต่อน้ำ 8 ส่วน จะได้โปรตีนใกล้เคียงกับนมวัว คือ ดื่มนมถั่วเหลือง 1 แก้ว (200 มิลลิลิตร) จะได้โปรตีน ประมาณ 6 กรัม (นมวัว 1 แก้ว จะได้โปรตีนประมาณ 7 กรัม) แต่คุณภาพโปรตีนในนมวัวมีความสมบูรณ์ของกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีนดีกว่าโปรตีนจากถั่วเหลืองที่มาจากพืช แต่คุณภาพของโปตีนในนมถั่วเหลือง ก็สามารถเสริมให้ดีขึ้นได้ ด้วยการเติมเครื่องต่าง ๆ อย่างที่นิยมกัน เช่น ลูกเดือย สาคู ถั่วแดงลงไป ได้ทั้งความอร่อยแถมคุณค่าของโปรตีนสมบูรณ์ขึ้น
พลังงานที่ได้จากนมวัวจะมีไขมันมากกว่านมถั่วเหลืองถึง 2 เท่า คือนม วัว 1 แก้วจะให้พลังงาน ประมาณ 170 แคลอรี่ ส่วนนมถั่วเหลืองจะให้เพียง 80 แคลอรี่ เท่านั้น แต่คนที่ดื่มนมถั่วเหลืองเติมน้ำตาลมาก จนมีรสหวานกว่านมสดรสหวาน ก็จะได้พลังงานทั้งหมดพอ ๆ กัน แม้ว่านมถั่วเหลืองจะให้แคลเซียมที่น้อยกว่านมวัว แต่ให้ธาตุเหล็กและวิตามินบีหนึ่งที่มากกว่า
เราดื่มนมถั่วเหลืองทดแทนนมวัวไม่ได้ เพราะจะมีแคลเซียมน้อยกว่านมวัวอยู่มาก แต่หากมีการเสริมแคลเซียมลงในนมถั่วเหลือง ก็เท่ากับว่าเสริมคุณค่าทางโภชนาการให้สมบูรณ์มากขึ้น สำหรับผู้ที่ต้องการดื่มนมถั่วเหลืองเป็นอาหารเสริมก็ควรดื่ม วันละ 1-2 แก้ว
หากเป็นนมถั่วเหลืองธรรมดาที่ไม่ได้มีการเสริมแคลเซียม ขอแนะนำให้ดื่มนมวัวบ้างประมาณวันละ 1-2 แก้ว สำหรับผู้ใหญ่ หรือ 2-3 แก้วสำหรับเด็ก เช่นเดียวกับหญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตร เพื่อจะได้แคลเซียมอย่างเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในสภาวะนั้น ๆ
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:"ข่าวเข้ม ฉับไว เป็นกลาง"
นมจืด นมหวาน นมเปรี้ยว ดื่มแบบไหน ยังไงดี...?
โดยปกติแล้ว คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่จะเป็นคนซื้อนมมาให้ลูกๆ ดื่มตามรสชาติที่ลูกๆ ชอบ ทั้งนมรสสตอร์เบอร์รี่ รสช็อคโกแลต รสหวานต่างๆ เพราะคิดว่าไม่ว่าจะนมรสชาติไหนก็ล้วนให้ประโยชน์ต่อร่างกายเหมือนๆ กัน โดยหารู้ไม่ว่ากำลังทำร้ายสุขภาพของลูกรักอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะจากการบอกเล่าของ กองโภชนาการ กรมอนามัย พบว่า หากเอานมโคสดแท้หรือนมรสจืด นมปรุงแต่งรสหวาน นมเปรี้ยว ปริมาณ 100 มิลลิลิตร มาเปรียบเทียบคุณค่าสารอาหาร อาทิ แคลเซียม จะพบว่า นมโคสดแท้ให้แคลเซียม 135 มก. นมหวาน 102 มก. นมเปรี้ยว 70 มก. มาดูเรื่องโปรตีน พบว่า นมโคสดแท้ให้โปรตีน 3.3 กรัม นมหวาน 2.3 กรัม นมเปรี้ยว 1.3 กรัม จะเห็นว่า นมจืด จะให้สารอาหารที่จำเป็นสูงที่สุดขณะที่ทั้งนมหวานและนมเปรี้ยวจะทำให้เด็กอ้วนได้มากกว่า เพราะมีการเติมน้ำตาลซึ่งมีแคลอรี่หรือพลังงานที่สูงกว่านมโคสดแท้ นอกจากนี้ นมสดรสธรรมชาติ ที่ถูกเติมน้ำตาลกลายเป็นนมหวาน เด็กจะเสี่ยงเป็นโรคฟันผุมากกว่าเด็กที่ดื่มนมจืด 2-3 เท่า!!!
เด็กตั้งแต่ 1 ขวบ ขึ้นไป สามารถดื่มนมได้ทุกชนิด แต่ที่เหมาะสำหรับเด็กที่มีอยู่ในวัยเจริญเติบโตคือ นมโคแท้ 100% และควรดื่มนมรสจืดดีที่สุด ส่วนวัยรุ่นและวัยกลางคน สามารถเลือกดื่มได้ตามใจชอบ แต่มีปัญหาโรคอ้วนหรือมีไขมันในเลือดสูงรวมถึงผู้สูงอายุ ควรดื่มนมพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย เพราะจะมีไขมันน้อยดื่มแล้วไม่อ้วน และมีแคลเซียมสูงแต่ถ้าอยากดื่มนมโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวก็จะมีความหวานมากขึ้นเพิ่มแคลอรี่มากขึ้น ผู้สูงอายุบางท่านที่ดื่มนมไม่ได้ควรดื่มนมถั่วเหลืองแทนเนื่องจากได้โปรตีนจากถั่ว แต่จะต้องกินควบคู่ไปกับอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่นปลาเล็กปลาน้อย ก้างปลากรอบด้วย ซึ่งควรอ่านที่ฉลากเพื่อที่จะได้วางแผนการกินที่จะช่วยให้ร่างกายได้แคลเซียมแต่ละวันอย่างพอดีเช่นกัน
เรียกได้ว่า “นม” เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ให้คุณประโยชน์สำหรับทุกเพศทุกวัย และด้วยความมากประโยชน์นี้เอง ทำให้องค์การอาหารแห่งสหประชาชาติ กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันดื่มนมโลก” เพื่อให้ประเทศต่างๆ และองค์กรที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนการบริโภคนม ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์และกระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการบริโภคนม…สสส.ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้คนไทยดื่มนมด้วยเช่นกันค่ะ
อยากให้ตัวเองและลูกน้อยมีสุขภาพที่ดีก็ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับให้เพียงพอ และอย่าดื่มนมเป็นประจำนะคะ…
ว่าแต่!!!วันนี้ คุณดื่มนมแล้วหรือยัง...?
นม นม นม...ขึ้นชื่อว่าเป็น “นม” ไม่ว่าจะเป็นนมเปรี้ยว นมหวาน นมจืด ทุกชนิดล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น เพราะเป็นแหล่งรวมของวิตามิน เกลือแร่ต่างๆ มากมาย และสามารถรับประทานได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และวัยชรา เรียกว่า ยิ่งดื่ม ยิ่งดีต่อสุขภาพค่ะ…แต่ประโยชน์ที่นมมีคงไม่อาจเกิดได้ หากคนไทยไม่ดื่มนม!!!
ที่ต้องกล่าวเช่นนี้ เพราะจากการบอกเล่าของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า คนไทยดื่มนมเพียง 14.19 ลิตร ต่อคนต่อปี ซึ่งสวนทางกลับการผลิตที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตนมดิบได้มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่อัตราบริโภคนมโดยเฉลี่ยของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ที่ 60 ลิตรต่อคนต่อปี และของทั่วโลกอยู่ที่ 103.9 ลิตร ต่อคนต่อปี!!!...จากตัวเลขดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า เพราะเหตุคนไทยส่วนใหญ่จึงประสบกับปัญหาขาดแคลเซียม จนต้องเผชิญหน้ากับภาวะโรคกระดูกพรุนเมื่อย่างเข้าสู่วัยทำงานและวัยสูงอายุในที่สุด
ทำไมต้องดื่มนม...?
คำถามที่ใครๆ ต่างก็รู้คำตอบกันอยู่แล้วว่าที่ต้องดื่มนั้น เป็นเพราะ “นม” คือแหล่งอาหารที่ดีที่สุด เพราะอุดมไปด้วย แร่ธาตุต่างๆ ที่ร่างกายต้องการมากมาย อาทิ โปรแตสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยไม่ให้ความดันโลหิตสูงเกินกว่าปกติ นอกจากนี้ “นม” ยังเป็นแหล่งรวมสารอาหารอย่าง โปรตีนและเกลือแร่ที่สำคัญ เช่น ฟอสฟอรัส คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และวิตามิน เป็นต้น
หากดื่มนมตั้งแต่อายุน้อยๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้กระดูกแตกหักได้ง่ายเมื่ออายุมากขึ้น เพราะเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไปร่างกายของคนเราจะค่อยๆ เริ่มสูญเสียกระดูกมากกว่าที่จะสร้างกระดูก วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยรักษากระดูก และเกิดการสูญเสียกระดูกน้อยที่สุดคือการดื่มนมเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอนั่นเอง
ไม่เพียงเท่านี้ สารอาหารที่มีอยู่ใน "นม" ยังให้ความสดชื่น ไม่แตกต่างจากการดื่มน้ำ เพราะการดื่มนมเพียงหนึ่งหรือสองแก้วจะช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นได้เช่นกัน
ดื่มเท่าไหร่ถึงจะดี...?
ความต้องการสารอาหารในนม ในแต่ละวัยนั้น ย่อมแตกต่างกันไป โดยในวัยเด็กควรได้รับแคลเซียม 800 – 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน หากเป็นเด็กแรกเกิดควรให้ดื่มนมจากอกแม่ จนถึงอายุ 2 ปี เพื่อให้ลูกน้อยได้รับวัคซีนหยดแรกจากสายน้ำนมที่อุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด และเมื่อเข้าสู่ขวบปีที่ 3 จนถึงวัยรุ่น คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกดื่มนมวันละ 3 แก้วถึง 1 ลิตร เพื่อให้ลูกได้รับปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอ ซึ่งจะมีผลต่อความสูงและการสร้างเนื้อกระดูกให้มีความหนาแน่น อันจะเป็นประโยชน์ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ในการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน
ส่วนในวัยผู้ใหญ่ไปจนถึงวัยสูงอายุ ควรได้รับแคลเซียม 1,000 – 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือดื่มนมวันละ 3 แก้ว เพื่อนำแคลเซียมไปเติมเต็มความแข็งแรงให้กับกระดูกและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายอีกด้วย นอกจากนี้ คุณแม่ที่กำลังอุ้มท้องเจ้าตัวน้อยอยู่ ควรได้รับแคลเซียม 1,500 – 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือดื่มนมให้ได้ 1 ลิตรต่อวัน เพราะร่างกายต้องการแคลเซียมทั้งเพื่อเสริมสร้างกระดูกและฟันของตนเองแล้ว ยังต้องการแคลเซียมเพื่อนำไปช่วยพัฒนาโครงสร้างร่างกายของทารกในครรภ์ด้วย แต่ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ตาม ในแต่ละวันทุกคนก็ควรดื่มนมให้ได้ 1-2 แก้วต่อวัน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ก็จะช่วยให้กระดูกและฟันของเราแข็งแรงยิ่งขึ้นค่ะ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การดื่มนมจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย แต่ไม่ควรรับประทานเกินขนาดและปริมาณที่ระบุไว้ข้างต้น เพราะหากรับประทานเกินความจำเป็นจะส่งผลให้ร่างกายมีธาตุฟอสฟอรัสมากเกิน ซึ่งจะไปกระตุ้นต่อมพาราไทรอยด์ให้หลั่งฮอร์โมนออกมาสลายกระดูกอีกต่อหนึ่ง ซึงเป็นเรื่องที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งค่ะ