ดื่ม "เลือด" อันตรายมั้ย...?



เมื่อเร็วๆนี้มีข่าวหนุ่มน้อยชาวเท็กซัสนามว่า ไลล์ เบนส์ลีย์ อุตริบุกเข้าไปกัดคอหญิงสาวถึงห้องนอน

โดยอ้างว่าตัวเองเป็นผีดูดเลือด และต้องกินเลือดเท่านั้นถึงจะอยู่ได้ แต่ความจริงก็คือ เลือดเป็นเครื่องดื่มพิษสำหรับเรา จริงอยู่ที่มันช่วยหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่เลือดเต็มไปด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งขับออกจากร่างกายได้ลำบากอยู่แล้ว ดังนั้น หากเรากินเลือด ธาตุเหล็กจะสะสมในร่างกายและเกิดภาวะอีโมโครมาโทซิส ซึ่งอาจทำให้ตับเสียหาย ร่างกายขาดน้ำ ความดันโลหิตต่ำ จนถึงระบบประสาทผิดปกติได้ ซ้ำร้ายหากมีโรคติดต่อทางกระแสเลือด มันก็จะเป็นพิษแน่ๆ อีก... จำไว้นะจ๊ะว่าคุณไม่ใช่แวมไพร์ อย่าเผลอไปกินตับ เอ้ย กินเลือดใครเค้าล่ะ ไม่อร่อยหรอก





เครดิต : teenee.com

รู้ไว้ใช่ว่า : ฉลากบนผลไม้



Conventional Fruit Labels – Four digits starting with 4
ฉลากผลไม้ทั่วไป – มีตัวเลขสี่หลัก ขึ้นต้นด้วย 4 เช่น 4 xxx

Organic Fruit Labels – Five digits and starts with number 9
ฉลากผลไม้ Organic ( ผลไม้ที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี) – มีตัวเลขห้าหลัก ขึ้นต้นด้วย 9 เช่น 9 xxxx

Genetically Modified Fruits (GMO) -Start with the digit 8
ฉลากผลไม้ GMO ( ผลไม้ที่ปลูกโดยใช้พันธ์ที่ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม) – มีตัวเลขห้าหลัก ขึ้นต้นด้วย 8 เช่น 8xxxx

So next time you go shopping, remember these critical numbers and know how to avoid purchasing inorganic and GMO fruits. Shop Safe :
This is good to know because stores aren’t obligated to tell you if a fruit has been genetically modified .
ดังนั้นครั้งต่อไปที่คุณจะเลือกซื้อผลไม้ จำไว้ว่าตัวเลขสำคัญที่คุณควรรู้ เพื่อจะหลีกเลี่ยงการซื้อผลไม้ที่มีสารเคมีและผลไม้ GMO



So if you come across an apple in the store and it’s label is 4922, it’s a conventional apple grown with herbicides and harmful fertilizers.
ดังนั้น ถ้าคุณเห็นแอปเปิ้ล ที่มีรหัส 4922 แปลว่า แอปเปิ้ลนี้เป็นแอปเปิ้ลทั่วๆ ไป ที่ปลูกด้วยการใส่ปุ๋ยปกติ

If it has a sticker 99222, it’s organic and safe to eat.
ถ้าแอปเปิ้ลติดสติ๊กเกอร์ มีรหัส 99222 แสดงว่าเป็นแอปเปิ้ลที่ปลูกโดยวิธีปลอดสารเคมี และปลอดภัย

If it says 89222, then do not buy!!!! It has been genetically modified (GMO).
ถ้าแอปเปิ้ลติดสติ๊กเกอร์ มีรหัส 89222 อย่าซื้อ!!!
แสดงว่าเป็นแอปเปิ้ลที่ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม ( GMO)

สารอันตรายที่มากับอาหารไหว้เจ้า


ในช่วงเทศกาลตรุษจีน มีการจับจ่ายซื้อหาอาหารเป็นจำนวนมากจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อประกอบพิธีเซ่นไหว้ และมักจะเก็บอาหารนั้นไว้รับประทานหลังเสร็จพิธี ซึ่งหากไม่ระมัดระวังในการเลือกซื้อ อาจได้อาหารที่ไม่มีคุณภาพ หรือมีการ ปนเปื้อนสารอันตราย

สารอันตราย 5 ชนิดที่ อย. มักตรวจพบในอาหาร ได้แก่

ฟอร์มาลิน ในอาหารทะเล ผักผลไม้ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะส่งผลต่อตับ ไต หัวใจ สมอง และหากได้รับในปริมาณมากอาจถึงขั้นเสียชีวิต
บอแรกซ์ ในลูกชิ้น ตังกวยแฉะ (ขนมฟักแห้ง) ขนมอี้ หากเข้าสู่ร่างกายอาจทำให้เกิดอาการพิษเฉียบพลัน อาเจียน ท้องเสียเป็นเลือด ผิวหนังร้อนแดง ความดันลด หมดสติ และเสียชีวิตได้
สารกันรา หรือกรดซาลิซิลิค ในผักดอง ผลไม้ดอง เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้
สารฟอกขาว ในถั่วงอก เต้าหู้ หน่อไม้จีน ขิงซอย และเส้นก๋วยเตี๋ยว หากเข้าสู่ร่างกายจะเกิดอาการอักเสบบริเวณอวัยวะที่ได้สัมผัส เช่น ปาก กระเพาะอาหาร แน่นหน้าอก ปวดท้อง อาเจียน และอาจเสียชีวิตได้
สารฆ่าแมลง ในผักสด ผลไม้ และปลาหมึกแห้ง หากได้รับในปริมาณมาก ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อสั่น ชักกระตุก หายใจขัด หมดสติ และอาจทำให้เป็นโรคมะเร็งได้


ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย อย. จึงมีข้อแนะนำในการเลือกซื้ออาหาร ดังนี้ อาหารสด ต้องมีสภาพปกติ เนื้อแน่น สีสม่ำเสมอตามธรรมชาติ ปราศจากกลิ่นที่น่ารังเกียจ หรือกลิ่นฉุน แสบจมูก และมีการเก็บรักษาระหว่างการจำหน่ายที่ถูกสุขลักษณะ ผักและผลไม้ เลือกที่มีตามฤดูกาล และล้างทำความสะอาดก่อนนำมาประกอบอาหาร หรือรับประทาน ขนมต่าง ๆ เช่น ขนมเข่ง ขนมอี้ ขนมเทียน ตังกวยแฉะ(ขนมฟักแห้ง) ขนมจันอับ ขนมถ้วยฟู ควรเลือกที่สีไม่ฉูดฉาด มีสีกลิ่นรสปกติ บรรจุในภาชนะที่สะอาดและไม่มีสีออกมาปนเปื้อนกับอาหาร อาหารสำเร็จรูปที่ปรุงเสร็จแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไก่ต้ม เป็ดต้ม ของทอดและน้ำจิ้ม ควรเลือกซื้อจากแหล่งผลิตที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ อาหารสำเร็จรูป อาทิ ซอส ซีอิ๊ว ผลไม้กระป๋อง ต้องสังเกตฉลากอาหารให้ครบถ้วน มีเครื่องหมาย อย. และมีการแสดงวันเดือนปีที่ผลิต และหมดอายุ

หลังจากทำพิธีเซ่นไหว้แล้ว ควรเก็บอาหารในอุณหภูมิที่เหมาะสม อาหารที่ปรุงสุก เน่าเสียง่าย ควรเก็บในตู้เย็น และไม่วางอาหารที่สุกแล้ว เช่น ไก่ เป็ด ไว้นานเกินกว่า 2 ชั่วโมงโดยไม่แช่เย็น ที่สำคัญเมื่อจะนำมารับประทานควรอุ่นอาหารก่อนทุกครั้ง

9 ข้อห้ามทำวันตรุษจีน


1. ห้ามทำความสะอาดบ้านในวันตรุษจีน
ชาวจีนมีความเชื่อว่า การทำความสะอาดบ้าน และทิ้งขยะ ในวันตรุษจีนนั้น จะเป็นการการกวาดเอาโชคลาภ เงินทอง ออกไปจากบ้าน แม้ว่าบ้านในช่วงวันตรุษจีนจะสกปรกก็ตาม บางคนที่จำเป็นจะต้องทำความสะอาดบ้าน ก็จะเพียงกวาดเศษฝุ่นไปไว้ที่มุมบ้าน แล้วค่อยเอาเศษฝุ่นนั้นไปทิ้งในวันต่อไป ดังนั้น วันตรุษจีน จึงไม่ค่อยมีคนทำความสะอาดบ้าน แต่จะไปทำความสะอาดกันหนึ่งก่อนวันตรุษจีน เพื่อที่จะให้บ้านสะอาดรับปีใหม่ และใช้บ้านในการต้อนรับแขกที่จะมาเยี่ยมเยียนอีกทางหนึ่ง
2. ห้ามสระผมหรือตัดผม
ชาวจีนจะไม่นิยมสระผมหรือตัดผมกันในวันตรุษจีน หรือบางคนก็จะไม่สระผม 3 วันหลังจากวันตรุษจีน เนื่องจากคำว่า ผม เป็นคำพ้องเสียงและพ้องรูปกับคำว่า มั่งคั่ง ดังนั้น การสระหรือตัดผมในวันตรุษจีน จึงเหมือนกับการนำความมั่งคั่งออกไป
3. ห้ามพูดคำหยาบและทะเลาะเบาะแว้ง
ในวันตรุษจีน คนจีนจะงดพูดคำหยาบและสิ่งที่ไม่ดี รวมไปถึงการพูดถึงความตายหรือผี เนื่องจากเชื่อว่า การพูดสิ่งที่ไม่ดีในวันนี้ จะนำความโชคร้ายมาให้ตลอดทั้งปี รวมไปถึงการที่ไม่พูดถึงเลข 4 เนื่องจากเลข 4 ในภาษาจีน ออกเสียงคล้ายกับคำว่า ตาย ดังนั้น หลาย ๆ คนจึงพยายามไม่ใช้หรือไม่พูดอะไรที่เกี่ยวข้องกับเลข 4
4. ห้ามกินโจ๊กและเนื้อสัตว์
คนจีนมักจะไม่กินโจ๊กในตอนเช้าของวันตรุษจีน เนื่องจากเชื่อว่า คนจนคือคนที่มักจะกินโจ๊กในตอนเช้า ดังนั้น การกินโจ๊กในตอนเช้าของวันตรุษจีนจึงเหมือนกับการขัดขวางไม่ให้ตัวเองร่ำรวย และทำตัวเหมือนคนจน ทั้งนี้ ยังรวมไปถึงการไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย เนื่องจากเชื่อว่า เทพเจ้าที่ลงมาในตอนเช้าของวันตรุษจีนนั้นเป็นมังสวิรัติ
5. ห้ามซักผ้าในวันตรุษจีน
คนจีนเชื่อว่า เทพเจ้าแห่งน้ำเกิดในวันตรุษจีน ดังนั้น การซักผ้าในวันตรุษจีนจึงเปรียบเสมือนการลบหลู่ท่าน
6. ห้ามใส่ชุดขาวดำ
เสื้อผ้าที่เป็นสีขาวดำ เป็นสัญลักษณ์ของความตาย ดังนั้น การสวมเสื้อผ้าสีขาวดำในวันนี้จึงหมายถึงลางร้าย คนจีนจึงมักสวมเสื้อผ้าสีแดงกันเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเชื่อว่า สีแดงคือสีที่จะนำความโชคดีมาให้
7. ห้ามให้ยืมเงิน
คนจีนบางคนอาจจะหมายรวมการที่ไม่ให้ยืมสิ่งของต่าง ๆ นอกเหนือไปจากเงินแล้ว ซึ่งมีความเชื่อที่ว่า การให้ยืมเงินในวันนี้จะทำให้ทั้งปีมีคนเข้ามาขอยืมเงินตลอด รวมไปถึง หากใครที่ติดเงินใครไว้ ก็ควรที่จะคืนเงินก่อนวันตรุษจีน เพราะเชื่อกันว่า หากติดเงินใครในวันตรุษจีนแล้ว คน ๆ นั้นก็จะมีหนี้สินตลอดปีไม่จบไม่สิ้น
8. ห้ามทำของแตก
คนจีนเชื่อกันว่า การทำสิ่งของแตก เช่น ทำแก้วแตก ทำจานแตก หรือทำกระจกแตก ในวันตรุษจีนนั้น จะหมายถึงลางร้ายที่บอกว่าครอบครัวจะแตกแยก หรือมีคนเสียชีวิตในครอบครัว ดังนั้นในวันนี้ จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษไม่ให้สิ่งของในบ้านแตกหรือชำรุดเสียหาย แต่หากทำของแตกโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็มีวิธีการแก้เคล็ดโดยการพูดว่า ”luo di ka hua" ที่แปลว่า ดอกไม้จะเบ่งบานเมื่อตกลงสู่พื้น
9. ห้ามซื้อรองเท้าใหม่
คนจีนจะถือคติที่ว่า จะไม่ซื้อรองเท้าใหม่ในเดือนแรกของวันตรุษจีน เนื่องจากคำว่า รองเท้า ในภาษาจีนออกเสียงว่าHai ซึ่งคำว่า Hai นี้ มีเสียงคล้ายกับการถอนหายใจ ซึ่งชาวจีนเชื่อว่า นั่นเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นปีที่ไม่ดี
ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก
http://webboard.zubzip.com/?50067

หนัง 4D มีดีอะไร


เจ้า 4D มีดีไม่ใช่เล่นเลยล่ะ

ตัวภาษาอังกฤษ "D" ที่ต่อท้ายตัวเลข มาจากคำว่า Dimension หมายถึง มิติ ดังนั้น ภาพยนตร์ 4D ก็หมายถึงเป็นภาพยนตร์ 4 มิติ ซึ่งมันจะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากแบบเดิมๆ อยู่มากทีเดียว
ตามโรงหนังธรรมดาที่มีอยู่ทั่วไป จะเป็นรูปแบบ 2D(เป็นรูปแบบปกติ ไม่ค่อยมีใครเรียกว่า 2D) คือ ภาพที่เราจะมองเห็นได้แค่ด้านกว้างและด้านยาวเท่านั้น แต่พอ 3D เริ่มเข้ามา ก็จะเป็นภาพที่มีมิติด้านลึก เนื่องจากเครื่องฉายแสดงผลภาพเร็วขึ้น จาก 24 fps เป็น 48 fps หรือ 72 fps บวกกับเทคนิคทางแสงและประมวลผล ทำให้ตาสองข้างของเรามองเห็นภาพต่างกัน ภาพที่เรามองเห็นจึงสมจริงมากขึ้น เพราะมีมิติที่ทำให้เราเห็นภาพนูนออกมาจากจอ โดยจะต้องมีตัวช่วยสำคัญอย่างแว่นสามมิติร่วมด้วย ถ้าเราไม่ใส่แว่นนี้ขณะดู ก็จะเห็นเป็นภาพมัวๆ ซ้อนๆ กันอยู่ แต่พอเราใส่ปุ๊บ มันจะชัดขึ้น เสมือนเราเข้าไปอยู่ในนั้น เช่น เวลาตกเหว อาจจะรู้สึกตกเหวลงไปจริงๆ หรือเวลาในฉากเขวี้ยงอะไรออกมา มันก็เหมือนสิ่งของพวกนั้น พุ่งมาใส่ตัวเราจริงๆ จนบางครั้งแอบมีเอี้ยวตัวหลบด้วย แต่หลายคนอาจจะต้องปวดหัวกับการใส่แว่นไปเลยก็มี

น้องๆ อาจจะสงสัยต่อว่า สามมิตินี่มันก็สุดแล้วไม่ใช่หรอคะ มิติที่ 4 คืออะไร?

ก่อนภาพยนตร์ 4D จะเข้ามาที่ไทย เคยบูมมากๆ ที่เกาหลี หลังจากนั้นไม่นานก็เข้ามาที่ไทยแล้ว แต่ไม่รู้ว่าบูมรึป่าว > สำหรับหนัง 4D ก็คือ ภาพยนตร์ 3 มิติ แต่เพิ่มมิติที่ 4 คือพวกสัมผัสและสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย อย่างที่พี่มิ้นท์เกริ่นไปตอนเริ่มบทความแล้วว่า มีทั้งการสั่น ลม ละอองน้ำ ฯลฯ ซึ่งเทคโนโลยี 4D มันจะล้ำกว่าแบบ 3D ตรงที่มันจะเพิ่มเอฟเฟคต่างๆ ที่เหมือนพาเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในหนังเลย โดยจะเกิดจากเทคนิคต่างๆ ที่ติดตั้งไว้ในโรงหนัง กลไกของมันจะทำงานสัมพันธ์กับจังหวะเอฟเฟคที่เกิดขึ้นในหนัง คนดูก็จะอินมากๆ
ในส่วนของเก้าอี้นั่ง ก็สามารถเคลื่อนไหวได้ โยกซ้ายขวา หน้าหลัง สั่น เขย่า เป่าลม สะกิดก็ได้ด้วย (หลอนมาก) ส่วนเทคนิคการสร้างบรรยากาศ ก็จะมีละอองน้ำ กลิ่น แสง ยกตัวอย่าง เช่น ฉากระเบิด ถ้ามันแรงมาก เก้าอี้ที่เรานั่งก็จะสั่น มีกลิ่นไหม้ มีความร้อนแฝงมาเบาๆ เหมือนเหตุการณ์ระเบิดอยู่ตรงหน้าเราจริงๆ ฉากฝนตก ก็จะมี ละอองน้ำให้เราชุ่มฉ่ำเล็กๆ น้อยๆ อาจจะมีสายฟ้าฟาด เป็นแสงแว้บออกมา หรือตอนที่พี่มิ้นท์ดู มีฉากแมงมุมแตกรัง ก็จะมีเอฟเฟคมาขยุกขยิกอยู่ใต้ขา สารภาพบาปเลยว่าตอนนั้นตกใจกรี๊ดด้วย ฮ่าๆ ทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งเองนะ แค่นึกก็สนุกแล้วใช่มั้ยล่ะ



ดังนั้นด้วยเอฟเฟคตระการตาขนาดนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ที่หนังที่ฉายด้วยระบบนี้ จะเป็นหนังแนวแฟนตาซี หรือไม่ก็แอ็คชั่น เพราะมีฉากน่าตื่นเต้นเยอะ คนดูก็จะได้สนุกมากยิ่งขึ้น เช่น หนังฟอร์มยักษ์อย่าง Transformers 3 เป็นต้น สำหรับหนังไทยก็แว่วๆ มาว่าบางเรื่องจะผลิตมาในรูปแบบ 4D ด้วย ว้าวว!! 4D มีดีเยอะแยะเลยล่ะ


แต่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ก็ย่อมมาพร้อมกับราคาที่แพง ค่าตั๋วในโรงหนังแบบ 4D ก็ตกประมาณ 400 - 500 บาท ซึ่งแพงกว่าปกติหลายเท่า พี่มิ้นท์คิดว่าดูเพื่อเอาประสบการณ์ก็พอ ให้รู้ว่ามันสนุก เจ๋งแค่ไหน เพราะถ้าดูมากๆ ก็เปลืองเงินพ่อแม่โดยใช่เหตุนะคะ

แอปเปิ้ลเปลี่ยนสี ป้องกันได้!!


... ว่าแล้วตอนช่วงปีใหม่พี่มิ้นท์ก็มีข้อสงสัยที่เกี่ยวกับวิทย์ๆ อยู่อย่างนึงค่ะ คือ เวลาปอกแอปเปิ้ลกินเนี่ย ยังไม่ทันจะได้กินเลย มันก็ดำๆ เหลืองๆ ซะแล้ว น้องๆ รู้มั้ยคะ ว่ามันเป็นเพราะอะไร แล้วจะมีวิธีแก้ปัญหานี้ยังไง พี่มิ้นท์เอาคำตอบมาฝากกันด้วยค่ะ~~

ปกติแอปเปิ้ลจะมีเปลือกสีแดงหุ้มอยู่ ซึ่งประกอบไปด้วยสารแอนติออกซิเดนท์โพลีฟีนอลหลายชนิด หน้าที่ของมันช่วยป้องกันอันตรายจากแสงแดดและอากาศด้านนอกที่จะมีต่อเนื้อแอปเปิ้ล เนื้อแอปเปิ้ลก็เลยดูขาวสะอาด น่ากินตลอดเวลา ดูๆ ไปเปลือกก็คล้าย เกราะคุ้มกันภัยดีๆ นี่เอง


แต่เมื่อใดก็ตามที่เราปอกเปลือกทิ้ง อากาศภายนอกจะได้ลองลิ้มชิมรสกับเอนไซม์และสารที่อยู่ตรงผิวของแอปเปิ้ล จนเกิดเป็นสีน้ำตาลหรือดำอย่างที่เราเห็นเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ปฏิกิริยาสีน้ำตาล
"ปฏิกิริยาสีน้ำตาล" (Enzymatic Browning Reaction) คือ ปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดจากเอนไซม์ในเซลล์ของผักหรือผลไม้ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ซึ่งเอนไซม์จะเป็นโปรตีนที่มีหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี ผลของมันก็คือ ทำให้เนื้อของผักผลไม้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ผลไม้ที่เจอกันบ่อยๆ ได้แก่ แอบเปิ้ล สาลี่ กล้วยหอม มังคุด เป็นต้น สังเกตมั้ยว่าส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ที่มีเนื้อสีขาว พอมันกลายเป็นสีน้ำตาล จึงแลดูไม่น่ากิน คล้ายๆ กับช้ำ หลายคนเข้าใจผิดคิดว่ามันช้ำ แต่ความจริงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด
วิธีป้องกันไม่ให้มันดำก็ยังมีอยู่เหมือนกัน คือ เมื่อปอกเสร็จแล้วก็เอาไปแช่น้ำเกลืออ่อนๆ ซึ่งน้ำเกลือจะเป็นตัวตายตัวแทนฉาบเนื้อแอปเปิ้ลเอาไว้ ออกซิเจนก็จะเข้ามาทำปฏิกิริยาสีน้ำตาลไม่ได้ เนื้อแอปเปิ้ลของเราก็จะขาวจั๊วะเหมือนเดิมแล้ว (วิธีนี้เอาไปประยุกต์ใช้กับผลไม้ชนิดอื่นๆ ได้เหมือนกัน ยกเว้นกล้วย... เอิ่ม คงไม่มีใครปอกกล้วยแล้วกินทีหลังใช่มั้ยอะ O_O )

หรือง่ายๆ ถ้าไม่อยากให้แอปเปิ้ลดำ ก็ปอกแล้วกินทันที หรือ ไม่ต้องปอกเปลือกเลยค่ะ ฮ่าๆ (ไม่ได้กวนประสาทนะ) รู้มั้ยว่าเปลือกแอปเปิ้ลมีประโยชน์มากมายเลย เรียกว่ามีสารอาหารที่สาวๆ ต้องการอยู่เยอะทีเดียว รวมถึงยังช่วยป้องกันมะเร็งได้อีกด้วย เห็นแบบนี้แล้ว คราวหน้ากินแอปเปิ้ลยังจะปอกเปลือกอยู่อีกมั้ย (ตอบ - ปอกเหมือนเดิม!!!)

ทำไมเมืองไทยไม่มีหิมะตก


ทวีปเอเชียเป็นทวีปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กินพื้นที่ตั้งบริเวณเส้นศูนย์สูตรไปจนถึงบริเวณขั้วโลกเหนือ อยู่ระหว่างเส้นละติจูดที่ 77 องศา 45 ลิปดาเหนือ ถึง 1 องศา 45 ลิปดาเหนือ และเส้นลองติจูดที่ 169 องศา 40 ลิปดาตะวันตก ถึง 26 องศา 4 ลิปดาตะวันออก โดยปกติเส้นละติจูดจะทำให้เรารู้สภาพอากาศของต่ำแหน่งประเทศนั้นๆ โดยตำแหน่งที่ตั้งที่มีค่าละติจูดต่ำ ก็จะมีอุณหภูมิสูงกว่าต่ำแหน่งพื้นที่ที่อยู่ละติจูดสูงกว่า เพราะอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมากกว่านั่นเอง ด้วยความกว้างขวางขนาดนี้ ทวีปเอเชียจึงมีความหลากหลายทางสภาพภูมิอากาศ เรียกว่ามีตั้งแต่ร้อนแห้งแล้งแบบทะเลทราย ไปจนถึงหนาวแบบขั้วโลก เลย



ถ้าน้องๆ ยังจำได้ตอนเรียนวิชาภูมิศาสตร์ จะรู้ว่าประเทศไทยตั้งอยู่ระหว่างเส้นละติจูด 5 องศา 37 ลิปดาเหนือ ถึง 20 องศา 25 ลิปดาเหนือ เรียกว่า อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรขึ้นมาเพียงนิดเดียว ซึ่งถือว่าเป็นเขตร้อนชื้น โดยรวมอากาศมาตรฐานของไทยก็จะอบอ้าว สลับกันระหว่างร้อนกับฝนตก ถ้าร้อนก็จะร้อนตับแตก ถ้าฝนก็มีมรสุมหลายชนิด ถ้าหน้าหนาว ก็ให้ได้รู้สึกเย็นบ้างพอเป็นพิธี ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ โดยภาคเหนือจะหนาวที่สุด ส่วนภาคใต้จะไม่ค่อยหนาว เน้นฝนตกอย่างเดียว หลังจากนั้นก็กลับมาใช้ชีวิตแบบร้อนๆ ตามเดิม

ด้วยสภาพภูมิอากาศแบบนี้ก็พอจะอธิบายได้ว่า เมืองไทยยังหนาวไม่พอที่หิมะจะตกลงมาได้ เพราะหิมะจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่ออยู่ในชั้นบรรยากาศที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 0 องศา หรือถ้ามีฝนตกร่วมด้วยก็อาจจะไม่ต้องถึง 0 องศา เพราะบรรยากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสม

ถ้าจะอธิบายง่ายๆ หิมะ ก็คือ การรวมตัวของละอองน้ำในบรรยากาศ ที่ควบแน่นและตกลงมา ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายๆ ฝนค่ะ แต่จะแตกต่างตรงที่เมื่อละอองน้ำเจออากาศเย็นและมีความชื้นที่พอเหมาะ ก็เลยตกลงมาในรูปของผลึกน้ำแข็งนั่นเอง

ดังนั้นพื้นที่ที่จะเกิดหิมะได้ ก็จะต้องอยู่ใต้เส้น Tropic of capricron ในซีกโลกใต้ หรือ อยู่เหนือเส้น Tropic of cancer ขึ้นไปในซีกโลกเหนือ ซึ่งประเทศจีน รัสเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น อยู่เลยเส้นนี้ จึงมีหิมะตกได้ ส่วนประเทศไทยของเราล่ะ อยู่ตรงโซน Equator ซึ่งใกล้เส้นศูนย์สูตรพอดี๊พอดี ก็เลยไม่มีหิมะจ้า (ดูรูปประกอบด้านบน)

ทรงผม บอกนิสัย

ผู้หญิงสมัยนี้ เปลี่ยนทรงผมเร็วยิ่งกว่าอะไรดี แต่ถึงยังไง ก็ต้องมีทรงโปรดที่ไว้แล้วไว้อีกรีเทิร์นกลับมาทุกซีซั่น ทรงผมของคุณมีความลับซ่อนอยู่ด้วยนะ ก็แต่ละทรงแต่ละลุคบ่งบอกนิสัยใจคอแม่นเหลือเชื่อ!



ผมยาวและตรง
เป็นทรงยอดฮิตของผู้หญิงทุกยุคทุกวัย ถ้าคุณชอบไว้ผมยาวตรงเป็นชีวิตจิตใจ แปลว่าคุณเป็นนักปฏิบัติค่ะ เป็นคนมีความพยายามและอดทนสูง ชอบท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ซื่อสัตย์และจริงใจมาก


ผมยาวดัดเป็นลอน
สาวคนไหนชอบดัดผมเป็นลอนสไตล์เซ็กซี่ บ่งบอกค่ะว่า คุณเป็นคนช่างฝัน โรแมนติก อารมณ์ดี มีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก เป็นมิตรกับทุกคน ไว้เนื้อเชื่อใจคนง่าย และเก็บความลับไม่เก่ง

ผมยาวประบ่า
คุณเป็นคนนิสัยกระตือรือร้น เปิดเผยและแสดงออกตรงไปตรงมา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม มีความอดทนสูง และจริงใจ คิดอะไรอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

ผมบ๊อบสั้น
เป็นทรงฮิตของเวิร์กกิ้ง วีเมนตัวจริงเลยค่ะ! คุณบ้างานสุดๆ ชอบช่วยเหลือบริการคนอื่น จิตใจดี รักความยุติธรรม ชอบของสวยๆ งามๆ

ผมซอยสั้น
น่าปรบมือให้จริงๆ ค่ะ! คุณเป็นคนที่ติดดินมาก ชอบทำอะไรสบายๆ ใส่ใจ เรื่องสุขภาพร่างกาย มากกว่า ความสวยงาม เป็นคนคล่อง แคล่ว บางครั้งออกจะใจ ร้อน มีโลกส่วนตัวสูง ลึกๆเป็นคนใจอ่อน ขี้สงสารมั่กๆ

ไขความลับ "กรุ๊ปเลือด"



การที่คนมาการันตีความแม่นว่า กรุ๊ปเลือดนี้เป็นแบบนี้จริงๆ แสดงให้เห็นว่า ในแต่ละกรุ๊ปเลือดมีลักษณะเฉพาะที่ทำให้คนเรามีความเหมือนกัน ทั้งนิสัยความคิด การแสดงออก และกรุ๊ปเลือดนั้นก็จะแตกต่างจากกรุ๊ปเลือดอื่นด้วย เรียกว่าเป็นเสน่ห์ของคนแต่ละกรุ๊ปเลือดเลยล่ะ ไม่เชื่อลองไปถามเพื่อนๆ ที่กรุ๊ปเลือดเดียวกับเราดูว่า มีอะไรที่เหมือนกันบ้าง
หลายคนสงสัยว่า ทำไมเราถึงอยู่กรุ๊ปเลือดนี้ ทำไมอยู่อีกกรุ๊ปไม่ได้ แบบว่าชอบตัว B อะ อยู่ B ได้มั้ย ไม่อยากอยู่ O เลย!! กรุ๊ปเลือดเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดถูกกำหนดมาโดยพันธุกรรม ซึ่งน้องๆ สามารถไปเช็คกับพ่อแม่ได้เลย อย่างน้อยเราจะต้องตรงกับใครซักคน แต่สำหรับน้องๆ ที่กรุ๊ปเลือดไม่ตรงกับพ่อแม่ก็อย่าเพิ่งตกใจไป มันก็มีโอกาสเหมือนกันที่เราจะไม่ตรงกับพ่อแม่ เช่น ถ้าพ่อแม่ กรุ๊ปเลือด A+B ลูกก็สามารถเป็นได้ทุกกรุ๊ป เป็นต้น

แล้วกรุ๊ปเลือดมีความสำคัญยังไงกับชีวิตล่ะ??


จริงอยู่ที่ทุกคนก็มีเลือดไหลเวียนอยู่ในร่างกาย และเลือดก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิต ถ้าเลือดไหลไม่หยุด หรือเสียเลือดมากๆ อาจถึงตายได้ ส่วนกรุ๊ปเลือดหรือหมู่เลือดเนี่ย เป็นเพียงการจำแนกเลือดออกเป็นหมวดหมู่ อาจดูไม่สำคัญอะไรมาก แต่จริงๆ แล้วการแยกแยะหมวดหมู่จำเป็นมากๆ ในกรณีที่ ถ้าเราเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องการเลือด เราไม่สามารถเอาเลือดใครมาใส่ก็ได้นะ เพราะเลือดแต่ละกรุ๊ปมีความแตกต่างกัน ต้องให้เลือดในกรุ๊ปเดียวกันหรือเป็นกรุ๊ปที่เราสามารถรับได้
กรุ๊ปเลือดมีมากกว่า 20 ระบบ แต่โดยทั่วไปที่นิยมใช้ จะมี 2 ระบบ คือ ระบบ ABO ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ตามที่เรารู้ๆ กัน คือ กลุ่ม A B AB และ O (กรุ๊ป O พบมากที่สุด ส่วน AB น้อยที่สุด) ส่วนอีกระบบคือ ระบบ RH มี RH+ และ RH-


สำหรับหมู่เลือดระบบ ABO ถูกกำหนดโดยสารแอนติเจนที่อยู่บนผิวเม็ดเลือดแดง ซึ่งแอนติเจน เป็นโปรตีนสำคัญที่อยู่ในเม็ดเลือดแดง กระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้ ซึ่งสารสองตัวนี้สำคัญมากๆ ในการถ่ายเทเลือดจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง เพราะหากแอนติเจนกับแอนติบอดี้เข้ากันไม่ได้ คนที่ได้รับเลือดตรงนั้นไป จะทำให้เม็ดเลือดแดงแตก จนถึงขั้นตายได้ ดังนั้นเวลาเราไปบริจาคเลือด หรือเราจะรับเลือดมา เค้าถึงถามเราว่าอยู่กรุ๊ปเลือดอะไร เพื่อที่นำไปใช้อย่างถูกต้องนั่นเอง ทีนี้มาดูกันว่า กรุ๊ปเลือดไหนเข้ากับเลือดกรุ๊ปไหนได้บ้าง

ข้อมูลนี้พี่มิ้นท์นำมาจากเว็บไซต์ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลค่ะ



หมู่เลือด A คือคนที่มีสารแอนติเจน A บนผิวเม็ดเลือดแดง ไม่มีสารแอนติเจน B (จึงสร้างสารต้านต่อแอนติเจน B (anti B) ) ดังนั้นสามารถรับเลือดกรุ๊ป A และ O ได้
หมู่เลือด B คือคนที่มีสารแอนติเจน B บนผิวเม็ดเลือดแดงและไม่มีสารแอนติเจน A (จึงสร้างสารต้านต่อแอนติเจน A (anti A) ) ดังนั้นสามารถรับเลือดกรุ๊ป B และ O ได้
หมู่เลือด AB คือคนที่มีทั้งสารแอนติเจน A และสารแอนติเจน B บนผิวเม็ดเลือดแดงและไม่สร้างสารต้านทั้งสองชนิด สามารถรับเลือดได้ทุกกรุ๊ป แต่ให้ใครไม่ได้เลย (กรี๊ดๆ)
หมู่เลือด O คือคนที่ไม่มีทั้งสารแอนติเจน A และสารแอนติเจน B บนผิวเม็ดเลือดแดง จึงสร้างสารต้านทั้งแอนติเจน A และแอนติเจน B สามารถให้เลือดได้ทุกกรุ๊ป แต่รับเลือดได้เฉพาะกรุ๊ป O เท่านั้น เป็นผู้ให้สุดๆ ไปเลย

เห็นความสำคัญของกรุ๊ปเลือดกันไปแล้ว พี่มิ้นท์มีของแถม มาดูกันว่ากรุ๊ปเลือดบอกความเป็นตัวตนของเราได้จริงๆ รึเปล่า



นิสัยคนกรุ๊ปเลือด O
- โกรธคนยาก เป็นคนอารมณ์ดี ชอบสร้างบรรยากาศให้สนุกสนาน
- เป็นกรุ๊ปที่ล่อด้วยของกิน ก็อยู่หมัด
- เวลามีการบ้านจะค่อยทำเมื่อใกล้ถึงวันส่ง
- เห็นเพื่อนสำคัญกว่าแฟน
- เวลาได้รับคำชม ตัวจะลอยขึ้นฟ้า แต่ก็เป็นแรงกระตุ้นให้ทำสิ่งนั้นๆ ต่อไป
- เกลียดคนชอบนินทาลับหลัง
- ชอบเป็นคนเปิดประเด็นเม้าท์ แต่เวลาปิดให้คนอื่นปิด


นิสัยคนกรุ๊ปเลือด A
- มีคำพูดเชือดเฉือนหัวใจได้ตลอดเวลา
- เกลียดการเปลี่ยนแปลง
- ซุ่มซ่าม
- ถ้าฟิวส์ขาดขึ้นมา จะน่ากลัวมาก
- เป็นคนแข็งๆ เพราะทำตามกฎระเบียบของสังคมแบบตรงเป๊ะ
- ถึงจะดูไม่ค่อยหนักแน่นเท่าไร แต่ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้ดี

นิสัยคนกรุ๊ปเลือด B
- มีกฎของตัวเอง
- มักถูกใคร ๆ มองว่าเป็นพวกใช้ชีวิตง่าย ๆ สบาย ๆ แต่ที่จริงเป็นคนค่อนข้างคิดมาก
- มีความสามารถหลายอย่าง แต่ไม่เก่งซักอย่าง
- ชอบเฮฮากับคนหมู่มาก แต่บางทีก็ชอบอยู่คนเดียว มีโลกส่วนตัว
- เวลาซื้อของถ้าคนที่ไปด้วยเดินตามตลอดจะรู้สึกหงุดหงิด ยิ่งถ้าพนักงานตาม จะหนีเลย
- ถนัดการท่องจำ แต่ลืมง่ายและลืมเร็ว


นิสัยคนกรุ๊ป AB
- ไม่พยายามทำตัวสนิทสนมกับคนอื่น
- บางครั้งไม่สนใจคุณค่าของเงินเอาซะเลย ทำให้ตกอยู่ในสถานการณ์เลยตามเลยบ่อยครั้ง
- ดูแลคนอื่นได้ดี
- เกลียดการเสแสร้งจอมปลอมมาก ไม่ต้องการความดีจอมปลอมจากใคร
- ดูเหมือนว่าง่าย จริงๆ แอบหัวแข็งพอดู
- อาวุธประจำกายคือการพูดประชดประชัน

ไขความลับจากกรุ๊ปเลือดเป็นยังไงกันบ้าง ของพี่มิ้นท์กรุ๊ป O แหละ ก็ตรงทีเดียว น่าเหลือเชื่อมากๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นิสัยของคนเราก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู และสภาพแวดล้อมด้วย ดังนั้นคนบางคนอาจจะมีนิสัยที่แตกต่างจากคนกรุ๊ปเลือดเดียวกันก็ได้

แอปเปิ้ลเปลี่ยนสี ป้องกันได้!!


... ว่าแล้วตอนช่วงปีใหม่พี่มิ้นท์ก็มีข้อสงสัยที่เกี่ยวกับวิทย์ๆ อยู่อย่างนึงค่ะ คือ เวลาปอกแอปเปิ้ลกินเนี่ย ยังไม่ทันจะได้กินเลย มันก็ดำๆ เหลืองๆ ซะแล้ว น้องๆ รู้มั้ยคะ ว่ามันเป็นเพราะอะไร แล้วจะมีวิธีแก้ปัญหานี้ยังไง พี่มิ้นท์เอาคำตอบมาฝากกันด้วยค่ะ~~

ปกติแอปเปิ้ลจะมีเปลือกสีแดงหุ้มอยู่ ซึ่งประกอบไปด้วยสารแอนติออกซิเดนท์โพลีฟีนอลหลายชนิด หน้าที่ของมันช่วยป้องกันอันตรายจากแสงแดดและอากาศด้านนอกที่จะมีต่อเนื้อแอปเปิ้ล เนื้อแอปเปิ้ลก็เลยดูขาวสะอาด น่ากินตลอดเวลา ดูๆ ไปเปลือกก็คล้าย เกราะคุ้มกันภัยดีๆ นี่เอง
แต่เมื่อใดก็ตามที่เราปอกเปลือกทิ้ง อากาศภายนอกจะได้ลองลิ้มชิมรสกับเอนไซม์และสารที่อยู่ตรงผิวของแอปเปิ้ล จนเกิดเป็นสีน้ำตาลหรือดำอย่างที่เราเห็นเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ปฏิกิริยาสีน้ำตาล


"ปฏิกิริยาสีน้ำตาล" (Enzymatic Browning Reaction) คือ ปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดจากเอนไซม์ในเซลล์ของผักหรือผลไม้ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ซึ่งเอนไซม์จะเป็นโปรตีนที่มีหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี ผลของมันก็คือ ทำให้เนื้อของผักผลไม้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ผลไม้ที่เจอกันบ่อยๆ ได้แก่ แอบเปิ้ล สาลี่ กล้วยหอม มังคุด เป็นต้น สังเกตมั้ยว่าส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ที่มีเนื้อสีขาว พอมันกลายเป็นสีน้ำตาล จึงแลดูไม่น่ากิน คล้ายๆ กับช้ำ หลายคนเข้าใจผิดคิดว่ามันช้ำ แต่ความจริงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด


วิธีป้องกันไม่ให้มันดำก็ยังมีอยู่เหมือนกัน คือ เมื่อปอกเสร็จแล้วก็เอาไปแช่น้ำเกลืออ่อนๆ ซึ่งน้ำเกลือจะเป็นตัวตายตัวแทนฉาบเนื้อแอปเปิ้ลเอาไว้ ออกซิเจนก็จะเข้ามาทำปฏิกิริยาสีน้ำตาลไม่ได้ เนื้อแอปเปิ้ลของเราก็จะขาวจั๊วะเหมือนเดิมแล้ว (วิธีนี้เอาไปประยุกต์ใช้กับผลไม้ชนิดอื่นๆ ได้เหมือนกัน ยกเว้นกล้วย... เอิ่ม คงไม่มีใครปอกกล้วยแล้วกินทีหลังใช่มั้ยอะ O_O )

หรือง่ายๆ ถ้าไม่อยากให้แอปเปิ้ลดำ ก็ปอกแล้วกินทันที หรือ ไม่ต้องปอกเปลือกเลยค่ะ ฮ่าๆ (ไม่ได้กวนประสาทนะ) รู้มั้ยว่าเปลือกแอปเปิ้ลมีประโยชน์มากมายเลย เรียกว่ามีสารอาหารที่สาวๆ ต้องการอยู่เยอะทีเดียว รวมถึงยังช่วยป้องกันมะเร็งได้อีกด้วย เห็นแบบนี้แล้ว คราวหน้ากินแอปเปิ้ลยังจะปอกเปลือกอยู่อีกมั้ย (ตอบ - ปอกเหมือนเดิม!!!)

6 อาการกลัวทางจิตที่แทบทุกคนต้องมีอยู่ในตัว


Aphenphosmphobia (อะเฟนโฟซึ่มโฟเบีย) เป็นอาการกลัวของการถูกจับหรือถูกสัมผัส มักเกิดเมื่อเวลาถูกเพศตรงข้ามมาจับหรือสัมผัสร่างกาย โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอาการกลัวชนิดนี้ มักจะเคยมีประสบการณ์หรือความทรงจำเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ หรือแม้แต่เด็กผู้ชายที่เคยโดนลวนลามทางเพศก็มีอาการนี้ได้เหมือนกัน แต่ก็มีนะคะที่บางคนไม่เคยถูกคุกคามทางเพศหรอก แต่ก็มีอาการแบบนี้ คือไม่ชอบให้คนไม่สนิทอยู่ดีๆ มาจับตัว มาโดนตัว อารมณ์พวกโลกส่วนตัวสูง ชอบอยู่คนเดียว ไม่อยากยุ่งกับใครนอกจากคนที่สนิทกันจริงๆ เท่านั้น



Cacophobia (คาโค่โฟเบีย) เป็นอาการกลัวความน่าเกลียด คือจริงๆ ในโลกนี้คงไม่มีใครชอบอะไรที่น่าเกลียดอยู่แล้วใช่มั้ยคะ แต่คนที่มีอาการนี้จะกลัวแบบไม่มีเหตุผลเอาซะมากๆ โดยจะกลัวคนที่มีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว (ไม่ได้ว่าใครว่าหน้าตาน่ากลัวนะคะ แต่ต้นฉบับที่แปลมาเค้าเขียนว่า ugly people เลยอะค่ะ) รวมไปถึงกลัวสิ่งของหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่มองว่ามันน่ากลัว สาเหตุมาจาก ในอดีตน่าจะมีความหลังฝังใจในเรื่องที่เกี่ยวกับความน่าเกลียดน่ากลัว เช่น อาจเคยโดนแมลงสาบบินเข้าหาแล้วเกาะหน้าเกาะขาเป็นสิบๆ ตัวอะไรแบบนี้



Novercaphobia (โนฟเวอร์คาโฟเบีย) เป็นอาการกลัวแม่เลี้ยง สาเหตุคือเคยได้ยินหรือรับรู้ประสบการณ์จากคนรอบข้างหรือสื่อต่างๆ ว่าแม่เลี้ยงเป็นคนไม่ดี ชอบรังแกลูกเลี้ยง ... เห็นชัดเลยก็คือตามละครต่างๆ ที่แม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงไม่ถูกกัน บางเรื่องแรงหน่อย แม่เลี้ยงก็แอบมีชู้ แล้วหวังฮุบมรดกอะไรอีกสารพัด ทำให้หลายๆ คนมีทัศนคติในแง่ลบกับผู้หญิงที่เป็นแม่เลี้ยง เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจหรอกค่ะ เพราะคนรอบตัว พี่เป้ ที่มีแม่เลี้ยง ส่วนมากก็เหมือนไม่ค่อยจะถูกกับแม่เลี้ยงเท่าไหร่นะ เท่าที่สังเกต



Selenophobia (เซเลโนโฟเบีย) เป็นอาการกลัวดวงจันทร์ จะไม่กล้าจ้องมองดวงจันทร์นานๆ อาจเป็นเพราะตอนเด็กๆ เคยฟังนิทานเกี่ยวกับดวงจันทร์ที่มีแม่มดหรือเวทมนตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้คิดว่า บนดวงจันทร์มีแต่อะไรที่น่ากลัวและลึกลับ ..... ไม่แน่ใจว่ามีคนมีอาการนี้เยอะมั้ย แต่ตอนเด็กๆ ต้องเคยมีคนมองดวงจันทร์แล้วคิดแน่ๆ ว่า ดวงจันทร์จะลอยตามเราทำไมนะ !!



Coulrophobia (คูลโรโฟเบีย) เป็นอาการกลัวตัวตลก โดยเฉพาะตัวตลกที่แต่งหน้าแต่งตาแปลกๆ ทำให้เด็กๆ รู้สึกตกใจหรือคิดว่าเป็นคนแปลกหน้า (และหน้าแปลก) ที่ไม่เคยพบเจอ เชื่อเลยว่า เด็กๆ กว่า 70% ต้องเคยมีอาการนี้ตอนเด็กๆ แน่นอน แต่พอโตมาก็หายไปเอง แต่ถ้าใครโตแล้วและยังกลัวอยู่ แสดงว่ามีอาการของ Coulrophobia แล้วล่ะ



Hippopotomonstrosesquippedaliophobia (ฮิปโปโปโตมอนสโตรเซสควิปเปทาลีโอโฟเบีย) แค่ชื่ออาการก็สุดแสนจะยาวแล้วค่ะ แน่นอนว่าอาการนี้คือ อาการกลัวคำยาวๆ ถ้าใครเจอคำศัพท์หรือประโยคอะไรที่ยาวๆ แล้วเกิดอาการอึดอัด กลัว ไม่อยากจ้องมอง แน่นอนแล้วล่ะว่ามีอาการนี้แน่ๆ คาดว่าน้องๆ หลายคนน่าจะเป็นกันตอนสอบใช่มั้ย ฮ่าๆ เห็นแล้วอยากวิ่งออกไปอาเจียนนอกห้องสอบกันแทบทุกราย

6 วิธีเพิ่มพลังในทุก ๆ วัน *0*


เหนื่อยมั้ย? ที่ต้องทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน สารพัดประชุมที่ต้องเข้าร่วม แม้กระทั่งคุยโทรศัพท์ ตอบอีเมลล์และกินมือเที่ยงที่โต๊ะทำงานตัวเอง ร่างกายมนุษย์เราไม่ใช่เครื่องจักรนะจ๊ะ (หรือถึงเป็นเครื่องจักรถ้าทำงานตลอดเวลาก็ยังพังได้เลย) หันมาดูแลร่างกายตัวเองกันบ้างดีกว่า ถ้างั้นลองมาดูเคล็ดลับ 6 ข้อนี้กันเลย

1. พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แม้การงีบหลับสักตื่นก็ช่วยให้ร่างกายสดชื่นได้ แต่เราควรนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายพักผ่อนอย่างเต็มที่และเพื่อให้สมองเราเปิดรับการเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยที่มีกลยุทธง่าย ๆ 2 วิธี

อันดับแรก ต้องกำหนดเวลานอนและล้มตัวลงนอนก่อนอย่างน้อย 30-45 นาที โดยหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะกระตุ้นให้เราตื่นตัว เช่น ตอบอีเมลล์หรือคุยโทรศัพท์ เป็นต้น และหันไปหาวิธีการผ่อนคลายแทนสักอย่าง เช่น อาบน้ำอุ่น หรืออ่านหนังสือ

อันดับที่ 2 ก่อนนอนลองใช้เวลาสัก 2-3 นาทีเพื่อทบทวนดูว่ามีอะไรรบกวนจิตใจเราอยู่รึเปล่า แล้วจดใส่กระดาษไว้เพื่อกันไม่ให้เรื่องเหล่านี้ทำให้คุณข่มตาหลับไม่ลง หรือว่าต้องตื่นขึ้นมากลางดึก

2. พักสักนิดอย่างน้อยทุก ๆ 90 นาที การทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างแน่นอน อยากให้คุณลองใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีเพื่อรีชาร์จร่างกายคุณสักหน่อย โดยลองหลับตาและหายใจเข้านับ 1 ถึง 3 และค่อย ๆ ปล่อยลมออกทางปากแล้วนับ 1 ถึง 6 ฝึกและทำเป็นประจำ เพียงเท่านี้ก็ช่วยฟื้นฟูร่างกาย และทำให้ผ่อนคลายได้มากขึ้น

3. หมั่นจดรายการที่ต้องทำ หากมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย คุณก็ควรจดรายการเอาไว้ เพื่อที่จะเรียบเรียงและจัดการให้เป็นระเบียบ ซึ่งจะช่วยไม่ให้สมองทุกอย่างของคุณเก็บกักไว้เกินความจำเป็น
4. ออกกำลังกายและงีบหลับ ไม่มีทางไหนที่จะเคลียร์หัวสมองของคุณได้ดีเท่ากับการออกกำลังกายแล้ว และข้ออ้างสุดฮิตของคนไม่ออกกำลังกาย คงเป็น "ไม่มีเวลา" ถ้างั้นเราจะบอกว่าคุณสามารถทำได้ในช่วงมื้อเที่ยง เชื่อไหม?
ไม่ต้องสนใจเรื่องเข้ายิม หากคุณไม่มีเวลาไป เพียงแค่ใช้เวลาสัก 15 ถึง 30 นาที เดินออกไปหาอะไรกินข้างนอกในเวลาพักกลางวัน หรือแม้กระทั่งอยู่ในออฟฟิศก็ทำได้ โดยการเดินขึ้นลงบันไดก็ได้นะ

นอกจากนี้ เพียงแค่งีบหลับในช่วงเวลากลางวันสั้น ๆ สามารถช่วยให้คุณกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้และจะช่วยให้สามารถทำให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เทียบกับคนที่ไม่ได้นอนหลับเลยหลังจากทำงานเป็นเวลานาน ๆ

5. ฝึกที่จะรู้จักชื่นชม ลองหาโอกาสชื่นชมใครสักคนและแสดงให้เขารู้ว่าคุณรู้สึกยังไงกับเขา โดยบอกตรง ๆ หรือเขียนโน้ตให้เขา ซึ่งจะเป็นการให้พลังด้านบวกแก่เขาและการแบ่งบันความคิดในเชิงบวกนั้นก็จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นด้วย เช่นเดียวกันคุณก็ต้องหัดชื่นชมตัวเองด้วย เพื่อลิ้มรสความสุขเล็ก ๆ และให้กำลังใจตัวเองเมื่อสมควร พร้อมทั้งรู้จักให้อภัยตัวเอง เมื่อคุณผิดพลาด

6. เปลี่ยนกิจวัตรระหว่างที่ทำงานและบ้าน คนส่วนใหญ่มักจะนำงานกลับไปทำที่บ้านด้วย นั้นแสดงให้เห็นว่าคุณไม่สามารถละทิ้งงานได้เลย ทั้งที่เลิกงานแล้ว คนเราต้องผ่อนคลายกันบ้างนะ อย่าเอาตัวผูกกับงานมากเกินไปจนนำกลับไปที่บ้าน สถานที่ซึ่งควรจะเป็นที่ ๆ ทำให้คุณได้ฟื้นฟูตัวเองจากงานที่ทำมาตลอดทั้งวัน โดยที่ระหว่างทางกลับบ้านอาจจะหยุดรถแวะสวนสาธารณะ แล้วทอดอารมณ์สักเล็กน้อยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายลง ก่อนเดินทางกลับบ้านอันแสนสุข

พึงคิดไว้เสมอนะคะ ว่าร่างกายเป็นต้นทุนสำหรับการทำงาน หากเราปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลร่างกายให้ดี คุณก็ไม่สามารถเดินเครื่องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังส่งผลต่อภาวะจิตใจและอารมณ์ คุณคงไม่มีความสุขแน่ ถ้าต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปตลอด รักตัวเองก่อนรักงานนะ



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

Cream of Mushroom Soup: ซุปครีมเห็ด สไตล์ฝรั่งเศส


Prep Time: 5 minutes เวลาเตรียม 5 นาที
Cook Time: 10 minutes เวลาทำ 10 นาที
Total Time: 15 minutes รวม 15นาที

Ingredients:

* 1 onion, diced
* 4 tablespoons butter
* ¾ lb button mushrooms, chopped
* 4 teaspoons all-purpose flour
* 1 cup beef stock
* ½ bay leaf
* ¼ teaspoon salt
* 1/8 teaspoon black pepper
* 2 cups half and half (Milk 1/2 + Cream 1/2 = 1 )

หอมใหญ่ 1ลูก หั่นลูกเต๋า
เนย 4 ช้อนโต๊ะ
เห็ดสับ 3/4 ปอนด์
แป้งอเนกประสงค์ 4 ช้อนชา
น้ำสต๊อกวัว(หรืออื่นๆ) 1ถ้วย
ใบเบย์ ครึ่งใบ
เกลือ 1/4 ช้อนชา
พริกไทยดำ 1/8 ช้อนชา
half and half 2 ถ้วย

Preparation:

Melt butter over medium heat and sauté the onions and mushrooms for 5 minutes. Stir in flour and cook for 1 minute. Add beef stock, bay leaf, salt, and pepper. Simmer for 3 minutes and then remove bay leaf. Add half and half, warm through, and serve hot.

- ตั้งกระทะความร้อนปานกลาง ใ่ส่เนย ผัดหอมใหญ่ และ เห็ด 5 นาที
- ใส่แป้ง ผัดต่อ 1 นาที
- เติมน้ำสต๊อก ใบเบย์ เกลือ พริกไทย
- เคี่ยว 3 นาที เอาใบเบย์ออก
- เติม half and half
- เคี่ยวต่อ เสิร์ฟร้อนๆ

Makes 8 servings. สำหรับ 8 ที่

By Rebecca Franklin

How to make Ratatouille OoO


Preparation time 30 min. เวลาเตรียม 30 นาที
Cooking time 45 min. เวลาทำ 45 นาที

Ingredients

1 lb eggplant
1 lb zucchini (courgette)
4 tb olive oil
1/2 lb yellow onions
2 garlic cloves
1 lb tomatoes, firm and ripe
3 tb parsley
Salt and pepper

มะเขือ 1 ปอนด์
แตง 1 ปอนด์
น้ำมันมะกอก 4 ช้อนโต๊ะ
หอมใหญ่ 1/2 ปอนด์
กระเทียมทุบ 2 กลีบ
มะเขือเทศ 1 ปอนด์
พาร์ซเล่ 3 ช้อนโต๊ะ
เกลือ พริกไทย

Directions
Step 1: Peel and cut the eggplant into 3 inches long slices. Cut the zucchini into slices but don't peel. Place those vegetables in a bowl, cover with water and let rest for 30 minutes. Drain.
-ปอกเปลือกมะเขือ และหั่นยาว3นิ้ว หั่นแตง เป็นชิ้นไม่ต้องปอกเปลือก ใส่ลงชาม ครอบด้วยน้ำ แล้วทิ้งไว้30นาที จนแห้ง

Step 2: Sauté the eggplant and zucchini with olive oil in a skillet. One minute on each side. Set aside.
- ผัดมะเขือและแตง ในกระทะทอดที่มีน้ำมันมะกอก ด้านละ1นาที แล้วปัดไปด้านหนึ่งของกระทะ

Step 3: Cook the onions with olive oil in the same skillet for 10 minutes over moderate heat. Stir in the garlic and add salt and pepper.
- เติมน้ำมันมะกอกเล็กน้อย ผัดหอมใหญ่(กระทะเดียวกัน) 10 นาที ความร้อนปานกลาง ผัดกระเทียม เติมเกลือ พริกไทย

Step 4: Peel the tomatoes and boil for 30 seconds. Cut into slices. Lay them over the onions in the skillet. Cover and cook over low heat for 5 minutes. Uncover. Pour the juice from the the skillet over the tomatoes. Raise heat and boil for several minutes until juice has almost entirely evaporated.
- ปอกเปลือกมะเขือเทศ ต้ม 30 วินาที หันเป็นแว่น ใส่ลงในกระทะที่ผัดหอมใหญ่อยู่
- ปิดฝาไว้ ใช้ความร้อนต่ำ 5 นาที
- เปิดฝา เทน้ำในกระทะออก เพิ่มความร้อนแล้วต้มไว้สักพัก จนกระทั่งน้ำระเหยออกเกือบหมด

Step 5: Put a third of the tomatoes mixture in the bottom of a casserole. Sprinkle with 1 tablespoon of parsley. Then put half of the eggplant and zucchini. Then the second third of tomatoes. Sprinkle with 1 tablespoon of parsley. Put the remaining eggplant and zucchini, then the tomatoes and sprinkle with 1 tablespoon of parsley.
- ตักส่วนผสมของมะเขือ3ส่วน ลง ในหม้อเคี่ยว โรยพาร์ซเล่
- ตักมะเขือและแตงเพียงครึ่งเดียวใส่ลงไป และใส่มะเขือเทศ 2ใน3ลงตาม โรยด้วย พาร์ซเล่
- ตักมะเขือและแตงลงไป มะเขือเทศ ที่เหลือลงไป โรยด้วยพาร์ซเล่

Step 6: Cover and simmer over low heat for 10 minutes. Uncover, pour the juice over the vegetables. Add salt and pepper if needed. Raise heat to moderate and cook uncovered for 15 minutes. Pour the juice during the process several times over the vegetables.
- ปิดฝาเคี่ยวความร้อนต่ำ 10นาที เติมน้ำซุปลงบนผัก เติมเกลือพริกไทยถ้าต้องการ
- ปรับไฟปานกลาง เปิดฝา ต้มไว้15นาที
- คอยเติมน้ำซุประหว่างต้ม

Making French Onion Soup :D


Ingredients

1/2 cup butter

1 tablespoon olive oil

8 cups sliced onions (about 6-8 medium onions)

1/2 teaspoon sugar

8 cups beef stock

1/2 cup white wine

1 bay leaf

1/4 teaspoon chopped fresh thyme

Salt and pepper to taste

8 slices French bread

2 cups shredded Gruyere or Swiss cheese

Equipment

8-quart stock pot

Wooden spoon

Oven

8 oven-safe soup bowls3

Assembling the Soup Bowls

Arrange the slices of bread in a single layer on a baking sheet4
Broil for 2 minutes, turning the slices after one minute to brown both sides.4
Pour the soup into oven-proof bowls.5
Place a slice of bread atop each bowl.6
Sprinkle cheese atop each slice of bread.7
Arrange the bowls on a cookie sheet.7
Bake for five minutes at 350 degrees F.5
-You can also place the bowls under the hot broiler until the cheese bubbles and browns.6
Making the Soup

Melt the butter and olive oil in a stockpot over medium-high heat.6

Add the sliced onions to the pot.7

Stir in the sugar after five minutes.4

Continue to cook the onions on medium until golden brown, about 30 minutes.8

Add the beef stock, wine, thyme and bay leaf.5

Simmer for 30 minutes.6

Season to taste with salt and pepper.8

Locate and toss the bay leaf.8

ประสบการณ์หลังความตาย วิทยาศาตร์อธิบายได้


มีรายงานว่าผู้ป่วยที่ฟื้นจากความตายรู้สึกเหมือนตอนเองลอยออกจากร่างของตนเองที่นอนสงบนิ่งอยู่เบื้องล่าง บ้างก็ว่ารู้สึกเหมือนถูกดึงสู่อุโมงค์อันมืดมิที่มีแสงสว่างไสวอยู่ปลายทาง ลองดูว่าวิทยาศาสตร์มีคำตอบกับรายงานพวกนี้ว่าอย่างไร
โดยนักวิทยาศาสตร์กล่าวยืนยันว่า การที่ผู้ฟื้นจากความตายรู้สึกถึงการล่องลอยออกจากร่างนั้นแท้จริงเป็นเพียงการเล่นตลกของสมองที่พยายามจะทำความเข้าใจถึงขบวนตาย(ชีพจรต่ำ เลือดเลี้ยงสมองน้อยลง)
โดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Edinburgh และ Cambridge ที่ทำการตรวจสอบงานศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในสมองของเหล่าผู้เฉียดตาย
โดยนักวิจัย Caroline Watt กล่าวว่าหนึ่งในรูปแบบที่เหล่าผู้เฉียดตายจะเห็นเหมือนๆกันก็คือ การถูกดึงไปในอุโมงค์สู่ปลายทางที่มีแสงสว่าง มีความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดจากการตายของเซลล์รับแสงในดวงตา
ส่วนการที่มีความรู้สึกถึงวิญญาณออกจากร่างนั้นเกิดจากการที่สมองพยายามจะทำความรู้จักกับรู้แบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน(ความตาย) โดยด็อกเตอร์วัตท์กล่าวว่าเราสามารถหลอกสมองได้โดยการใส่เครื่องฉายภาพเสมือนแบบครอบหัวแล้วฉายภาพของตัวเองอยู่ด้านหน้าในระยะสามฟุตรูปแบบนี้สามารถหลอกสมองให้คิดว่าวิญญาณออกจากร่าง
หรือความรู้สึกสงบ มีความสุข อิ่ม นั้นเป็นผลมาจากโฮโมน Noradrenaline ที่จะหลั่งออกมาเมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือตกอยู่ในสภาพเครียด


Credit : http://wowboom.blogspot.com/

สารพัดโรคที่มาจากการอดนอน =[]=


มีงานวิจัยที่ทดลองให้อาสาสมัครหนุ่มสาวนอนวันละ 4 ชม. ถึง 6 คืนด้วยกัน จากนั้นก็ทำการเจาะเลือดเพื่อหาระดับน้ำตาล ผลปรากฏว่า มีระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูง ควบคุมได้ยาก และมีลักษณะคล้ายกับอาการของโรคเบาหวาน ...
- การอดนอนยังส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนเลปติน ซึ่งเป็นการที่สื่อต่อระบบประสาทว่า ควรจะอิ่ม ได้เร็วหรือช้าเท่าใดตามความต้องการอาหารของร่างกาย เมื่อระดับเลปตินลดลง ระดับของความอยากอาหารจะเพิ่มขึ้นทั้งๆ ที่ทานอาหารจนได้รับพลังงานที่เพียงพอแล้วก็ตาม

- การนอนไม่พอยังส่งผลต่อเม็ดเลือดขาวและกลไกการตอบสนองต่อภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เจ็บป่วยง่ายเมื่อเจอเชื้อโรค

- นอกจากนี้นักวิจัยยังพบอีกด้วยว่า การอดนอนเป็นสาเหตุของโรคอ้วนอีกเช่นกัน โดยเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเร่งการเติบโต ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตทางกายภาพและควบคุมสัดส่วนของไขมันต่อกล้ามเนื้อในร่างกาย การอดนอนทำให้ฮอร์โมนชนิดนี้หลั่งน้อยลง ทำให้อยากอาหารมากขึ้น...

- การอดนอนมากๆ อาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งต่างๆ ได้ ฟังดูแล้วไม่น่าเชื่อ ... แต่ที่เป็นอย่างนั้นได้เพราะ เมื่อร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ มันจะไปส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ทำงานแปรปรวน เนื่องจากการอดนอนและแสงรบกวนในเวลากลางคืน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเพราะฉะนั้น นอกจากจะต้องนอนให้เพียงพอแล้ว เรายังไม่ควรเปิดไฟนอนอีกด้วย

ไม่ใช่แค่สารพัดโรคที่ส่งผลมาจากการอดนอนอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีผลข้างเคียงที่เห็นอย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็น ใบหน้าทรุดโทรมหมองคล้ำ ร่างกายไม่ตื่นตัว ปวดหัวระหว่างวัน หรือแม้แต่ทำให้ใบหน้าเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ แต่เราสามารถป้องกันได้โดยการอย่าอดนอนโดยไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตามในช่วงที่เกิดวิกฤติน้ำท่วมแบบนี้ทำให้หลายคนต้องอดนอนเพราะเป็นห่วงบ้านและทรัพย์สิ้นจะหายรวมไปถึงบางคนอาจจะกำลังขนย้ายของเพื่อหนีน้ำที่กำลังจะล้นทะลักเข้าบ้าน จึงทำให้ไม่นอน ถ้าเป็นไปได้ก็ขอให้ทุกคนควรทำใจให้สบายแล้วผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปพร้อมๆกันค่ะ




Credit : http://www.sanook.com/

การจัดห้องอ่านหนังสือ อย่างถูกวิธี !!


เช็ค “ห้องอ่านหนังสือ” ของตนเองกระตุ้นการเรียนรู้หรือไม่? พร้อมเทคนิค “จัดห้องดีทำสมองดีได้” ด้วยลักษณะแบบไหน...มารู้กัน

ไม่เพียงรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นออกกำลังกาย และพักผ่อนอย่างเพียงพอเท่านั้น “การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม” ก็เป็นปัจจัยสำคัญช่วยกระตุ้นการเรียนรู้สู่การพัฒนาสมองได้อีกทางหนึ่ง วันนี้มีวิธีง่าย ๆ มาแนะนำ

เลี่ยงตั้งโต๊ะอ่านหนังสือตรงหน้าต่าง เพราะบรรยากาศเบื้องหน้า หรือ สิ่งเร้าล่อตาล่อใจจะอยู่ในสายตา เป็นตัวดึงสมาธิ อีกทั้ง การให้ร่างกายรับแสงอาทิตย์ ซึ่งมีรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ ยูวี โดยตรง ไม่เป็นผลดีต่อสมอง และผิวหนัง ควรเลือกห้องที่รับลม ปลอดโปร่ง สงบ และไม่เป็นทางเดินผ่านของคนภายในบ้านบ่อยนัก

ไม่ควรหันหลังให้ประตู เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักพะวง หรือ หวาดระแวง กับสิ่งที่มองไม่เห็นด้านหลังได้ง่าย ทำให้ไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ และทบทวนบทเรียน

โต๊ะควรทำจากไม้ ผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า คลื่นสมองจะทำปฏิกิริยากับคลื่นแม่เหล็กที่เป็นวัสดุจากโต๊ะ เช่น เหล็ก ส่งผลต่อการรบกวนสมองได้ นอกจากนี้ ดีไซน์ของโต๊ะ และเก้าอี้ก็สำคัญ ควรเอื้อต่อการลุกยืน-นั่งสะดวกสบาย รองรับอิริยาบถได้เหมาะสม เสริมบุคลิกภาพที่ดี จะช่วยให้ไม่เครียดง่าย และมีสมาธิขึ้น รวมถึงสีสัน ควรเรียบสบายตา ไม่รกด้วยภาพ หรือ สติกเกอร์

มีแสงพอเหมาะ เนื่องจากแสงสว่างสามารถกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านการมองเห็นได้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม ควรเลี่ยงแสงสว่างจ้า เพราะจะทำให้สายตาอ่อนล้า หากมืดเกินไปก็เป็นปัจจัยทำสายตาสั้นได้เช่นกัน จึงควรหาโคมไฟติดไว้ เพื่อช่วยปรับแสงให้พอดีกับสภาพแวดล้อมแต่ละวัน

ทั้งนี้ อย่าลืมสิ่งสำคัญ คือ ความสะอาด และเป็นระเบียบ เท่านี้ก็จะได้บรรยากาศที่ดี ช่วยสร้างลักษณะนิสัยใฝ่เรียนรู้ ลองนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะตามสไตล์กันดู.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

8 วิธีอ่านหนังสือสอบได้อย่างเซียน


เมื่อ ลองย้อนเวลากลับไปในสมัยที่เรียนอยู่ ช่วงเวลาที่น่าเบื่อที่สุดคือ ช่วงเวลาแห่งการท่องตำราสอบ ไม่ว่าจะเรียนอยู่ในระดับไหนก็หลีกเลี่ยงการท่องตำราสอบกันไม่ได้ทั้งนั้น เคยเป็นไหมที่รู้สึกว่า อยากให้มีเวลาเยอะกว่านี้ เพื่อจะได้อ่านหนังสือสอบให้ทัน วันนี้เราจึงรวบรวมเทคนิคการอ่านให้ได้ประสิทธิภาพ ที่คิดว่าพอจะแก้ปัญหาเกี่ยวกับการอ่านมานำเสนอ ดังนี้

1. หัดให้ตัวเองมีวินัยให้ได้ คือ ถ้าเราวางแผนว่าจะอ่านหนังสือให้ได้เท่านี้สำหรับวันนี้ เราก็ต้องทำให้ได้ วิธีฝึกเริ่มแรกให้กำหนดง่ายๆ ก่อนว่า วันนี้เราจะอ่านตำราแค่ 1 บท หรือ 10 หน้า เป็นต้น เอาแค่นี้ให้ได้ ถ้าอ่านจบเร็วก็ไปทำอย่างอื่น พอวันต่อๆ ไปก็ค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นตามสมควร แล้วก็ต้องอ่านให้ได้ตามเป้าหมาย เมื่อเราอ่านได้ตามเป้าแล้วในแต่ละครั้งก็อย่าลืมให้รางวัลตัวเองด้วยทุก ครั้ง โดยรางวัลก็อาจจะเป็นอะไรง่ายๆ เช่น ได้ดูละครหนึ่งเรื่องตอนกลางคืน เป็นต้น

2. วางแผนการอ่านหนังสือ เมื่อเรามีวินัยและเคารพการวางแผนของตัวเองแล้ว ต่อไปก็ต้อง วางแผนการอ่านหนังสือ การวางแผนที่ดีนั้นสำคัญมาก เพราะทำให้เราเดินไปถูกทิศทาง การวางแผนไม่ถือเป็นการเสียเวลา แต่เป็นการประหยัดเวลาในระยะยาว เพราะไม่ต้องไปเสียเวลาเดินผิดทาง

3. อย่าตะบี้ตะบันอ่านเกินควร อย่าคิดว่าตัวเองเป็น superman คือ สามารถอ่านหนังสือได้เยอะเกินกำลังภายในเวลาอันสั้น อย่าวางตารางการอ่านให้แน่นเกินไป เพราะนอกจากจะทำไม่ได้ตามแผนอยู่แล้ว ยังทำให้ตัวเองเครียดเพราะแผนนั้นโดยไม่จำเป็นด้วย แรกๆ อาจจะกะความสามารถตัวเองยากหน่อย หรือการอ่านตำราภาษาอังกฤษกับภาษาไทยก็ใช้ระยะเวลาการอ่านไม่เท่ากัน ก็ใช้เก็บสถิติจากการอ่านในรอบแรกๆ เช่น การอ่านภาษาอังกฤษ 1 หน้า เราใช้เวลา 10 นาที เราก็จะประมาณถูกว่าต้องใช้เวลาเท่าไรจึงจะอ่านจบบทหรือจบวิชา เป็นต้น

4. หาที่อ่านที่สงบเงียบและนั่งสบาย ส่วนบรรยากาศก็แล้วแต่คนชอบ บางคนชอบอ่านที่บ้าน ในห้องสมุด ในสวนมีต้นไม้เขียวๆ หรือในร้านกาแฟ หรือบางทีเราก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ควรไม่อยู่ใกล้ทีวี หรือสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เราเสียสมาธิ เพราะทำให้เราเสียเวลาในการอ่าน และทำให้จำได้ไม่ดีด้วย แต่ก็ทราบมาว่าบางคนจะชอบให้มีเสียงเพลงหรือเสียงอื่นๆ เวลาอ่านหนังสือด้วย อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบ

5. อย่าให้สิ่งใดมารบกวนการอ่าน เวลาอ่านหนังสือ เราควรกำหนดว่า เวลานี้เราจะตั้งใจ และไม่ปล่อยให้อะไรมาขัดโดยไม่จำเป็น เช่น อาจจะปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น คนอื่นก็จะไม่มารบกวนโดยไม่จำเป็น การได้ทำงานหรืออ่านหนังสือเป็นช่วงเวลาติดต่อกันอย่างนี้มีประสิทธิภาพกว่า การอ่านที่ถูกหยุดด้วยสิ่งต่างๆ

6. พักผ่อนสมองบ้าง เมื่ออ่านหนังสือไปนานๆ เราก็จะเริ่มล้า ทั้งสมองที่ต้องคิด ทั้งร่างกายที่ไม่ได้ขยับ ทั้งสายตาที่ต้องจ้องอยู่นาน เราก็ควรกำหนดเวลาพัก อันนี้ก็แล้วแต่คนชอบ อาจจะพักอ่านหนังสือทุกๆ ชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมง โดยออกไปเดินยืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำ ทานขนม หรือไปมองต้นไม้เขียวๆ เวลาพักก็ต้องกำหนดด้วยว่า 5 นาที หรือ 15 นาที เป็นต้น

7. ชอบขีดเส้นหรือเน้นข้อความที่สำคัญในหนังสือโดยไม่หวงหนังสือ ว่าจะดูเลอะเทอะเลย เพราะชอบเวลากลับมาอ่านทวน เราก็จะรู้ว่าจุดไหนเป็นข้อมูลสำคัญ เรายังสามารถใช้ทบทวนก่อนสอบได้ด้วย สำหรับคนที่ชอบหนังสือใหม่ๆ เกลี้ยงๆ ก็อาจจะต้องหาสมุดกับปากกามาจดสิ่งที่สำคัญจากหนังสือนั้นๆ เพื่อการอ่านทบทวนได้

8. พยายามจัดเวลาอ่านหนังสือในช่วงเวลาที่เราตื่นตัวที่สุด อันนี้แตกต่างกันไป บางคนจะจำได้ดีถ้าอ่านตอนเช้า บางคนเป็นตอนเย็น ก็ต้องสังเกตตัวเองดู ถ้าทราบแล้วอาจจะกำหนดเป็นเวลาประจำทุกวัน เช่น ทุกวันเวลา 2 ทุ่ม - 5 ทุ่ม เราต้องอ่านตำราทบทวนที่เรียนมา เป็นต้น

อย่าลืมทบทวนตำราเรียนทุกวันนะคะ แล้วเอาเทคนิคทั้ง 8 ไปใช้ดู เผื่อประสิทธิภาพในการอ่านจะทำให้เกรดภาคเรียนต่อไปดีขึ้นทันตาก็ได้

Credit บทความ http://fahsai26.myfri3nd.com/blog/2011/01/17/entry-2
และภาพสวยๆ จาก สสส

นอนอย่างไรทำสมองใสยามเช้า?


เผย 5 เคล็ดลับหลับสบาย ตื่นยามเช้าทำสมองใส จิตใจสมดุล พร้อมสู่การเรียนรู้

หนุ่ม-สาววัยใสที่มักมีอาการสมองตื้อ ระหว่างวันความคิดแล่นช้า ขณะเดียวกัน ยังมีอารมณ์ขุ่นมัวร่วมด้วย ลองรีสตาร์ท (Restart) ระบบร่างกายตั้งแต่ก่อนนอน ด้วย “5 เคล็ดลับ” ต่อไปนี้

เริ่มจาก อาบน้ำอุ่นก่อนนอน จะทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น ระหว่างนั้น อาจหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ปริมาณเล็กน้อยลงอ่างน้ำ ซึ่งมีคุณสมบัติระงับประสาทให้รู้สึกสงบ และผ่อนคลาย ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ ทั้งยังช่วยคลายอาการตึงตัวของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ด้วย

เลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้หลับไม่ลง อย่าง คาเฟอีน นิโคติน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารรสหวาน จากกาแฟ, ชา, โคล่า, โกโก้, ช็อคโกแลต สูบบุหรี่ รวมทั้งไม่รับประทานมื้อหนักก่อนนอนอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง หากหิวควรทานนมอุ่น ๆ ดีกว่า

4 ชั่วโมงก่อนนอนไม่ควรออกกำลัง เพราะมีผลกระตุ้นกล้ามเนื้อ โดยร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ทำให้หลับยาก ทั้งนี้ การออกกำลังกายช่วงเช้า หรือเย็น ประมาณ 1-2 ชั่วโมงต่อวัน จะช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนินสารเคมีที่สร้างจากสมอง ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

ทั้งนี้ จากรายงานของหน่วยงานที่ศึกษาด้านการนอนหลับ ของสหรัฐฯ พบว่า การสัมผัสกับแสงไฟนีออนยามนอน ส่งผลต่อคุณภาพการหลับลดลง โดยแสงดังกล่าว จะไปกดการทำงานของเมลาโทนินฮอร์โมนตามธรรมชาติ ซึ่งควบคุมการนอนหลับ ดังนั้น ไม่ควรเปิดไฟทิ้งไว้ทั้งคืน

เมื่อตื่นนอนตอนเช้า ใช้เวลา 5 นาทีออกไปรับลม และแสงนอกระเบียง หรือหน้าต่าง จะกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่น อารมณ์แจ่มใส สมองตื่นตัว เพียงเท่านี้ก็บอกลาอาการง่วงซึมระหว่างวันได้แล้ว แนะนำวัยเรียนลองไปพิสูจน์กันดู.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์