นอนไม่ดี... ระวังผี(มา)อำนะ บรึ๋ย!!


"ผีอำ" ชื่อที่ฟังดูน่ารัก แต่ไม่ได้ "อำ" น่ารักอย่างชื่อ เชื่อว่าน้องๆ หลายคนน่าจะรู้จัก หรือ ถ้าแย่หน่อยอาจจะเคยเจอด้วยตัวเอง พี่มิ้นท์เองก็เคยค่ะ!! แต่แค่ครั้งเดียวในชีวิต (ครั้งเดียวก็ไม่อยากเจอแล้ว) ใครที่ไม่เคยเจอประสบการณ์นี้กับตัว ก็คงจินตนาการถึงความรู้สึกนี้ไม่ออกแน่ๆ แต่ถ้าอยากรู้ว่ามันน่ากลัวขนาดไหน ลองถามเพื่อนที่เคยเป็นดูสิ กรี๊ดด~~


อาการผีอำ เป็นอาการที่ขยับตัวทำอะไรไม่ได้ซักอย่างตอนนอน รู้สึกเหมือนมีอะไรมาทับ ทำให้หายใจไม่ออก หรือ หายใจติดขัด อาจจะลืมตาไม่ขึ้น อ้าปากพูดไม่ได้ เรียกได้ว่า ทรมานสุดๆ บางคนอาการหนักหน่อยก็เห็นภาพหลอนเป็นเงาบ้าง เป็นคนบ้าง ก็ว่ากันไป ทำให้เกิดอาการกลัว ความกลัวเหล่านี้นี่แหละ ทำให้เราจินตนาการไปว่าเป็นเรื่องที่หาเหตุผลมารองรับไม่ได้ จึงโบ้ยให้เป็นความผิดของผีไปเกือบหมด บางคนสวดมนต์อาการเหล่านี้ก็หายไป ยิ่งตอกย้ำความเชื่อเรื่องผีอำเข้าไปอีก แต่ความเป็นจริง ทางวิทยาศาสตร์ก็มีเหตุผลมาอธิบายปรากฏการณ์นี้เหมือนกัน

"ผีอำ" หรือโรค sleep paralysis ทางการแพทย์อธิบายว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจาก สมองตื่นไม่พร้อมกัน คือ สมองที่ควบคุมในส่วนความคิด ความรู้สึกนั้นตื่นแล้ว (อาจจะตื่นไม่เต็มที่ ) แต่ในส่วนของการควบคุมการเคลื่อนไหวยังไม่ทำงาน จึงขยับตัวไม่ได้ เช่น เวลาเราตื่น โดยทั่วไปก็จะพลิกตัว แต่เผอิญร่างกายโดนล็อคซะงั้น เพราะสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหวยังไม่ตื่นนั่นเอง ก็อาจจะมีการตกใจกลัวเป็นธรรมดา ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นในระหว่างใกล้ตื่นนอนหรือช่วงเคลิ้มหลับค่ะ
ถ้าพูดถึงอาการสมองตื่นไม่พร้อมกัน ฟังดูน่ากลัวแบบนี้ แต่ขอบอกว่าไม่เป็นอันตรายอะไรทั้งนั้นค่ะ ตามที่ได้บอกไปแล้วว่าอาจจะแค่ขยับตัวไม่ได้ เพียงแค่นาทีเดียวหรือไม่กี่นาทีก็จะหายไป ไม่ถึงตายแน่นอน ฮ่าๆ แต่ช่วงที่ขยับตัวไม่ได้นี่แหละที่ทรมานสุดๆ ก็เลยรู้สึกว่าช่างเป็นอาการที่หนักหนาสาหัสเหลือเกิน
นอกจากนี้ยังเป็นอาการที่อาจจะสัมพันธ์กับความฝันด้วย โดยเกิดจากฮอร์โมนชนิดหนึ่งในร่างกายที่ออกมาในขณะที่นอนหลับ ทำให้ร่างกายขยับไม่ได้ในขณะฝัน เพื่อไม่ให้ร่างกายเคลื่อนไหวตามความฝันอันจะเป็นเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ เช่น ฝันว่าวิ่งอยู่ก็ไม่ต้องออกไปวิ่ง ฝันว่าเอามีดแทงตัวเองก็ไม่ต้องเอามีดแทงตัวเอง เป็นต้น โดยฮอร์โมนนี้จะหมดไปก่อนที่ฝันจะจบ แต่คนที่เกิดอาการผีอำ ก็เพราะว่า ดันตื่นขึ้นมาก่อนฝันจะจบ ฮอร์โมนนั้นก็ยังคงทำงานบังคับไม่ให้ร่างกายเคลื่อนไหว แต่สมองการรับรู้ตื่นแล้ว จึงขยับร่างกายไม่ได้ ซึ่ง ณ จุดๆ นี้ ถ้าเราฝันร้ายว่าเจอผี หรือเจออะไรน่ากลัวๆ แล้วดันตื่นขึ้นมาในขณะที่ฮอร์โมนทำงานล่ะก็ สติกระเจิงแน่นอน เพราะขยับตัวจะหนีก็หนีไม่ได้ จากแค่ฝันก็เลยมาหลอนในความจริงซะนี่

อาการผีอำ อาจมีอาการประสาทสัมผัสหลอนๆ ร่วมด้วย (ไม่ได้เกิดขึ้นทุกคน) ซึ่งขอบอกว่าหลอนจริงๆ ค่ะ เช่น อาจจะให้ความรู้สึกเหมือนมีคนมานั่งทับ ถูกจับขา อาจได้ยินเสียงคนหายใจ เสียงกระซิบ เสียงหึหึ(แค่จินตนาการถึงเสียงนี้ ก็เฮี้ยนแล้ว) หรือ ถ้าทางการมองเห็น ก็อาจจะมองเห็นเงาคน หรือ เห็นเป็นเงารางๆ เหมือนหมอกควัน นอกจากนี้ประสาทสัมผัสทางการได้กลิ่นก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน เช่น ได้กลิ่นเหม็นสาป ทำนองนี้ แหม... ประสาทสัมผัสทำงานครบแบบนี้ เกิดขึ้นกับใครก็คงเข็ดขยาดหวาดกลัว เป็นประสบการณ์ร้ายๆ แน่นอน
สำหรับสาเหตุของอาการผีอำ อาจเกิดจากหลายๆ ปัจจัย เช่น นอนในท่านอนหงาย (ไม่เคยเห็นคนโดนผีอำตอนนอนตะแคงเลย), พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือ นอนหลับในขณะที่ร่างกายเพลีย หรือเมื่อยล้าแบบสุดๆ , การเข้านอนไม่เป็นเวลา, เครียด หรือเกิดสภาวะทางจิตอื่นๆ เช่น โกรธ เสียใจ คิดมากก่อนนอน ฯลฯ หรือเกิดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป อันนี้พี่มิ้นท์มองในแง่ที่ว่าอาจจะหมายถึง แปลกที่นั่นเอง แต่ถ้าน้องๆ คนไหนที่เคยเป็น แต่ไม่ได้มีปัจจัยตามที่บอกมานี้สงสัยจะโดนผีอำจริงๆ แล้วล่ะค่ะ อ๊ากก!!

ส่วนวิธีแก้ไข ก็คงต้องแก้กันที่สาเหตุล่ะค่ะ ถ้ารู้ตัวว่าอดหลับอดนอน คราวหลังก็อย่าทำอีก นอนพักเยอะๆ และควรนอนให้เป็นเวลา ลองเปลี่ยนนิสัยการนอนให้เป็นตะแคงข้างบ้าง (ควรตะแคงขวาด้วยนะ จะได้ไม่ทับหัวใจ) ก่อนนอนก็ทำใจให้สบาย อย่าหมกมุ่นคิดมากในเรื่องต่างๆ เพราะอาการผีอำเป็นอาการที่เกิดทั้งระบบสมองและสภาพจิตใจ ดังนั้นเราต้องดูแลทุกระบบให้ดีไปพร้อมๆ กัน อ้อ..ที่สำคัญ อย่าไปวิตกกลัวจนเกิดเหตุ ให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่ตอบสนองมาจากสภาพร่างกาย ในขณะนอนหลับและมีโอกาสเป็นไปได้ทุกคน ไม่เกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์ใดๆ ค่ะ เพราะพี่มิ้นท์สวมสร้อยพระเป็นประจำ ยังเป็นมาแล้วเลย แต่ถ้าใครมีสาเหตุไม่เข้าข่ายที่บอกไว้ ก็ตัวใครตัวมันค่า...

ที่มา : http://www.dek-d.com/content/education/25873/นอนไม่ดี...-ระวังผีมาอำนะ-บรึ๋ย.php

เปรี้ยง!! ใช้มือถือตอนฝนตก ฟ้าจะผ่าจริงหรือ ?!?


ช่วงนี้ฝนตกบ่อย ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ก็เกิดขึ้นบ่อยตามไปด้วย นอกจากจะเปียกเฉอะแฉะ เดินทางไม่สะดวกแล้ว ยังต้องระมัดระวังตัวมากกว่าเก่า เพราะอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันโดนฟ้าผ่าเอาได้ พี่มิ้นท์ไม่ได้พูดเล่นนะคะ มันเกิดขึ้นได้จริง เพราะแค่มีตัวเปล่าๆ ยืนในที่โล่ง ไม่มีวัตถุอื่นที่สูงกว่า ก็ยังมีสิทธิ์โดนฟ้าผ่าได้เลย แต่ถ้ายิ่งมีปัจจัยที่มีตัวนำและรับประจุไฟฟ้าได้อย่างโทรศัพท์มือถือ ก็จะเพิ่มความเสี่ยงเข้าไปอีก น้องๆ จึงอาจจะเคยได้ยินว่าห้ามใช้โทรศัพท์มือถือตอนฝนตก!! โดยมีผลสำรวจทางวิชาการบอกเอาไว้ว่า ในหนึ่งวันทั่วโลกมีฟ้าผ่ามากถึง 8 ล้านครั้ง ส่วนอุบัติเหตุทีเกิดจากฟ้าผ่าของคนไทยนั้นตกประมาณ 20 คนต่อปี


สำหรับน้องๆ ที่สงสัยว่า ใช้โทรศัพท์แล้วฟ้าจะผ่าจริงหรือไม่ แนะนำว่าอย่าไปบ้าดีเดือดทดลองด้วยตนเอง แม้ว่าจะไม่ได้เกิดขึ้น 100% แต่ถ้าโชคร้ายก็ตายได้ไม่รู้ตัว โทรศัพท์ไม่ใช่สื่อล่อฟ้าโดยตรง แต่ ดร.คมสัน เพ็ชรรักษ์ หัวหน้าห้องจำลองฟ้าผ่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้บอกไว้ว่า การใช้โทรศัพท์ใกล้บริเวณที่เกิดฟ้าผ่า อาจเหนี่ยวนำให้แบตเตอรี่ลัดวงจรและเกิดระเบิดขึ้นได้ จึงทำให้เข้าใจผิดคิดว่าฟ้าผ่าลงมาเปรี้ยง! ซึ่งมีสิทธิ์เสียชีวิตทันที หรือเบาหน่อยก็ผิวหนังไหม้ตอนไฟฟ้าไหลผ่านขณะที่สัมผัสโลหะ พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้โทรศัพท์ตอนฝนตกมีโอกาสเสียชีวิตหรือพิการได้ แต่เป็นผลข้างเคียงจากฟ้าผ่าทำให้เกิดการลัดวงจรจนระเบิด ไม่ใช่ฟ้าผ่าลงมาตรงๆ ที่มือถือตามที่เข้าใจค่ะ

ไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถือเท่านั้นนะคะน้องๆ ถ้าจะให้ดีเวลาอยู่บ้านก็ไม่ควรเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ เลย เพราะถ้าฟ้าผ่าลงมานอกบ้าน จะเกิดกระแสไฟฟ้ากระชากและวิ่งมาตามสายบ้าน สายโทรศัพท์ เสาอากาศ ท่อน้ำประปา ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าพัง!! และคนใช้งานก็อาจจะได้รับบาดเจ็บ
แต่จะปลอดภัยขึ้นเมื่อติดตั้งสายดิน เพราะกระแสไฟฟ้าจะไหลลงสู่พื้นดินโดยตรง น้องๆ อาจจะสงสัยว่าโทรศัพท์บ้านเกี่ยวด้วยหรอ? ขอบอกค่ะว่าเกี่ยว ห้ามใช้เช่นกัน เพราะฟ้าอาจจะผ่าลงที่เสาสัญญาณหรือเสาอากาศนอกบ้าน กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าจะวิ่งมาตามสายโทรศัพท์บ้าน ในกรณีก็ไม่ต้องหวัง
ว่าอินเทอร์เน็ตจะรอดนะคะ T^T


ปิดท้ายด้วยข้อเสนอแนะกันนิดนึง เมื่อเกิดฝนฟ้าคะนอง ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ฟ้าแลบ ให้น้องๆ พึงระลึกเสมอว่าเข้าที่ร่มได้เป็นดีที่สุด การอยู่ในที่โล่งแจ้ง เสี่ยงมาก เราจะกลายเป็นผู้ถูกเลือกที่จะโดนฟ้าผ่าทันที ที่ร่มที่กำลังพูดถึงขอให้เป็นบ้าน ห้าง หรือตึกต่างๆ ไม่ให้หลบในตู้โทรศัพท์นะคะ อย่าคิดว่าที่นั่นจะปลอดภัย เพราะกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าจะกระจายลงพื้นดิน และสามารถผ่านสายโทรศัพท์ที่ฝังอยู่ใต้ดินมาทำร้ายเราได้เหมือนกัน
และอีกหนึ่งสถานที่เสี่ยง นั่นก็คือ ใต้ต้นไม้ใหญ่ ฟ้ามักจะผ่าลงที่สูง พอมีต้นไม้ใหญ่มันก็จะผ่าลงต้นไม้ใหญ่ และเมื่อผ่าลงไปแล้ว จะมีแรงดันที่พื้น การไปหลบอยุ่ใต้ต้นไม้นั้นก็จะได้รับอันตรายไปเต็มๆ


ที่มา : www.dek-d.com

ระวัง !! กิน "ยาแก้ท้องเสีย" ตอนท้องเสีย...อันตรายกว่าเดิม!!


อาการท้องเสีย คือ ภาวะของคนที่ถ่ายบ่อย โดยถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นมูกเลือด และบ่อยมากกว่า 3 ครั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการธรรมชาติของร่างกายที่พยายามแสดงอภินิหาร เอ้ย แสดงปฏิกิริยาตอบสนองสารพิษ หรือเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้ามารุกล้ำลำไส้ของเรา เป็นการกำจัดของเสียออกจากร่างกายนั่นเอง ซึ่งการรักษานั้นก็มีหนทางที่แตกต่างกันไป แต่ก่อนอื่นนั้นต้องบอกกันก่อนว่า อาการท้องเสีย ท้องร่วงนั้นแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ก็คือ


1) ท้องเสียธรรมดา อาจจะเกิดจากการดูดซึมผิดปกติในลำไส้ เช่น การดูดซึมอาหาร หรือแม้กระทั่งการกินนมในตอนเช้า ก็ทำให้ท้องเสียได้เหมือนกัน ซึ่งคนไทยนั้นเป็นกันเยอะทีเดียว เพราะว่าน้ำย่อยที่ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมของชาวเอเชียนั้นจะลดลง หรือหมดไปเมื่อผ่านวัยเด็ก ดังนั้นเมื่อกินนมเข้า มันก็เลยไม่ย่อยเหมือนอาหารอื่นๆ แต่จะส่งตรงไปสู่ลำไส้ใหญ่ เมื่อจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ทำลายก็จะกลายเป็นกรด ลำไส้ก็เลยปั่นป่วนดังนี้แล

ซึ่งอาการพวกนี้ร่างกายเราจะฟื้นฟูได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นไม่นานและทานเกลือแร่ก็ช่วยบรรเทาไปได้เยอะแล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาหยุดถ่ายก็ได้


2) ท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจจะเกิดจากอาหารเป็นพิษ ในอาหารที่ปรุงไม่สุก มีทั้งเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส ซึ่งเรามองไม่เห็นแน่นอน ความรุนแรงของมันอาจทำให้ลำไส้อักเสบ มีอาการท้องเสียฉับพลัน กินเกลือแร่อาจพอช่วยได้ แต่ทางที่ดีที่สุดคือควรพบแพทย์ ไม่ควรกินยาหยุดถ่ายเช่นกัน

สาเหตุที่ไม่ควรกินยาหยุดถ่าย เพราะวิธีการทำงานของมันนั้น จะไปทำให้การการเคลื่อนไหวของลำไส้น้อยลง ลดการบีบตัวของลำไส้ได้ชะงัดนัก ซึ่งอาการท้องเสียธรรมดามันสามารถหายได้ หากกินของสะอาดและกินเกลือแร่เพื่อลดอาการสูญเสียน้ำ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นเลยที่จะต้องไปหยุดอาการถ่าย เพราะอาจจะเกิดผลข้างเคียงทำให้ขับถ่ายไม่เป็นปกติ ท้องผูก ท้องอืดได้ ถ้าใครเคยกินจะรู้ว่า กินแค่เม็ดเดียวอยู่ได้นานหลายวันเลย >
แต่ถ้าหากอาการท้องเสียที่เป็นอยู่ เกิดจากการติดเชื้อขึ้นมาล่ะ! ทีนี้ลำบากแน่ เพราะถ้ายิ่งไปกินยาหยุดถ่าย ไปหยุดการเคลื่อนไหวของลำไส้ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้ถ่ายพิษออกมา ทำให้เชื้อโรคและสารพิษที่มีอยู่ก็ยังคงอยู่ในลำไส้เรานั่นแหละ ไม่ออกไปไหนเลย ซึ่งถ้ามันอยู่ในร่างกายนานขึ้น
อาจก่อให้เกิดมลพิษในลำไส้ได้นะเออ เพราะฉะนั้นทางที่ดีก็ไม่ควรไปกินยาประเภทนี้ ให้ขบวนการทางร่างกายกำจัดของเสียไปเอง โดยในกรณีนี้อาจกินยาฆ่าเชื้อร่วมด้วยก็ได้ แต่ก็ควรหาหมอก่อนทุกครั้งนะคะ อย่าหากินเอง

วิตามินซี รักษาโรคหวัดได้จริงหรือ??


หน้าฝนมาเยือนเมืองไทยแล้ว ทำเอาชุ่มฉ่ำกันไปถ้วนหน้า ใครที่ต้องตากฝนบ่อยๆ ก็ระวังจะโดนโรคหวัดรับประทานกันด้วย "108 เคล็ดกิน" นึกเป็นห่วงสุขภาพทุกๆ คน เพราะโรคภัยสมัยนี้ไว้ใจกันไม่ได้ง่ายๆ ถึงแม้เริ่มต้นจะเป็นแค่หวัดก็ตาม แต่ก็อาจกลายพันธุ์เป็นโรคอื่นๆ ที่หนักหนากว่าได้

พูดถึงเรื่องหวัด มีคนถาม "108 เคล็ดกิน" มาว่า ที่เคยได้ยินว่าวิตามินซีรักษาโรคหวัดได้นั้น จริงหรือไม่ อันนี้ขอตอบว่ารักษาได้จริง เพราะวิตามินซีจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้กำจัดเชื้อโรคที่อยู่ในร่างกาย และจะช่วยลดระยะเวลา และความรุนแรงของโรคหวัดลงได้อีกต่างหาก

ซึ่งวิตามินซีนั้นก็พบได้ง่ายๆ ในผักสด และผลไม้สดที่มีรสเปรี้ยวอย่างส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ สัปปะรด มะขามป้อม มะละกอ มะนาว สตอเบอรี่ ฯลฯ และในผักใบเขียวต่างๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวิตามินซีช่วยรักษาหวัดได้ แต่ไม่สามารถป้องกันหวัดได้ เพราะฉะนั้นการดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเป็นการดีที่สุด

ขอแถมอีกนิดสำหรับคนที่ติดหวัดไปแล้ว ขอแนะนำให้ดื่มน้ำขิงร้อนๆ เพราะรสเผ็ดร้อนและหอมแหลมๆ ของน้ำขิงนั้นมีส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหยและตัวยาสมุนไพรอีกหลายชนิดที่สามารถทุเลาอาการหวัดลงได้

และขอให้ลดอาหารประเภทนมและน้ำตาลลง เพราะมันจะยิ่งทำให้เสมหะข้นขึ้นสร้างความรำคาญให้แก่ตนเอง แถมน้ำตาลยังจะไปลดปริมาณเม็ดเลือดขาวที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคให้น้อยลงอีกด้วย

แล้วอย่าลืมดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนเยอะๆ ก็เป็นอันว่าโรคหวัดจะไม่รุกรานร่างกายของเรามากไปกว่านี้แล้ว

ข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์ 17 พฤษภาคม 2548

Aquarelle.

L’aquarelle est une technique picturale utilisant, à l'instar du lavis, l'eau comme médium mais s'en différencie par l'utilisation de couleurs. Il s'applique généralement sur du papier épais. L'une de ses principales propriétés est la transparence. Un de ses principaux avantages étant la rapidité d'exécution. Un de ses principaux inconvénients est la difficulté.



Le Printemps ;]


Le Printemps



La nature s'étire paresseusement et le printemps est une incitation à l'éveil des sens.


Une couche verte couvre la Navarre, hêtres et chênes se parent de feuilles, les prés affichent de vives couleurs et les fleurs embellissent les façades des maisons. Avec le dégel, on entend à nouveau les ruisseaux qui descendent, puissants, des Pyrénées puis serpentent, lourds et tranquilles, dans la Zone Moyenne et la Ribera. Les animaux de la forêt chuchotent, ça sent l'herbe fraîche et les légumes de saison poussent. Le printemps se fait palpable, avec les cinq sens.
La douceur du climat invite à la randonnée : dans les Pyrénées, dans les montagnes d'Aralar ou d'Andía, ou suivant les anciens tracés du chemin de fer. Le printemps constitue la saison idéale pour parcourir l'aride désert des Bardenas Reales. Les amateurs de pêche du saumon trouveront dans la Bidassoa l'endroit parfait pour pêcher le saumon atlantique.



Le dégel vert éveille aussi les traditions. Corella accueille la Semaine Sainte avec sa procession baroque du Santo Entierro, tandis que Tudela fête el Volatín et la Descente de l'Ange.


Le programme religieux continue avec un rosaire de pèlerinages vers Ujué, El Yugo, Roncevaux, Labiano et Codés.




Dans la Basilique San Gregorio Ostiense sont vénérées les reliques du saint protecteur des champs et des récoltes, tandis que le Sanctuaire de Codés attire de nombreux pèlerins des villages proches au cours du mois de mai.

ฟองดูว์ (อาหารของฝรั่งเศส)


ส่วนผสม


ดาร์กช๊อกโกแลต หั่นเป็นชิ้นเล็ก 200 กรัม


เนยสด 30 กรัม


เหล้ารัมขาว 1 ช้อนโต๊ะ


วิปปิ้งครีม 150 มล.


ผลไม้สด สตอเบอรี่ ,กล้วยหอม ,กีวี่ ,แอปเปิ้ล


วิธีทำ


1. นำช็อคโกแลตที่หั่นแล้ว พร้อมเนยสด ใส่ลงในชามแก้วทนความร้อน


2 .นำวิปปิ้งครีมไปต้มให้เดือด โดยใช้ไฟอ่อน แล้วเทลงในชามแก้ว


3 .ผสมและคนให้เข้ากันดีโดยใช้ตะกร้อมือ จนกว่าช็อกโกแลตและเนยละลายจนเนื้อเนียนดี ,ถ้ายังไม่ละลายดี ให้นำใส่ในไมโครเวฟ ไฟกลาง 1 นาที คนให้เข้ากันอีกครั้ง


4 .นำไปเทในหม้อฟองดูว์เซรามิคอุ่นด้วยเชื้อเพลิงแอลกอฮอล์


5 .หั่นผลไม้สด ขนาดชิ้นพอดีคำ ใช้ส้อมฟองดูว์จิ้มในหม้อช็อคโกแลตฟองดูว์

อร่อยมั้ยค้ะ ?