Jules Verne นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศส


Jules Verne มีชื่อเต็มว่า Jules Gabriel Verne เกิดในเมืองBrittany ในประเทศฝรั่งเศส ในวัยเด็ก Jules Verne กับพี่ชายของเขามักจะเช่าเรือล่องไปที่ต่าง ๆ จนทำให้ Jules Verne เกิดความชอบในทะเลและจุดประกายจินตนาการของเขานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Jules Verne ได้ถูกส่งเข้าไปเรียนในโรงเรียนประจำ ด้วยความที่เขาเป็นเด็กที่ชอบการสำรวจเป็นอย่างมาก ชื่นชอบการผจญภัย เขาจึงหมั่นศึกษาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทาง หรือพาหนะต่าง ๆ โดยเฉพาะเรือดำน้ำในประเทศของเขา จนเกิดเป็นจินตนาการที่ทำให้เขาสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นตำนานอย่างนิยายเรื่อง ผจญภัยใต้ทะเล 20000 ลีกส์(ค.ศ.1870)

หลังจากจบการศึกษา Jules Verne ได้ค้นพบความสามารถที่แท้จริงของเขา นั่นก็คือการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ เขาชอบอยู่ในโลกของการเดินทางและผจญภัยไปในยังพื้นที่ที่ยังไม่มีใครเคยพบ ทำให้เขามีความสุขกับทุกอักษรที่เขาเขียนออกมา แต่กระนั้นคุณพ่อของ Jules Verne ก็ไม่พอใจในการเอาดีทางด้านการเขียนนิยายของลูกชายตนเองสักเท่าไร จึงไม่ให้ความสนับสนุนทางด้านการเงินกับ Jules Verne อีก และในช่วงเวลานั้น Jules Verne ได้พบรักกับหญิงม่ายลูกสอง และแต่งงานกันเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ.1857 ภรรยาของเขาคอยสนับสนุนและให้กำลังใจในงานเขียนของเขามาเสมอ

สำหรับผลงานของ Jules Verne นั้นชอบเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ พื้นที่ อากาศ การเดินทางไปอวกาศ และโลกใต้น้ำซึ่งหนังสือของเขามักจะมีการเดินทางที่น่าตื่นเต้นเสมอ อีกทั้งหนังสือบางเล่มของเขายังได้ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์อีกด้วย และ Jules Verne ได้มีการเปลี่ยนแปลงแนวการเขียนมาโดยตลอดเพื่อให้ทันกับยุคสมัยในตอนนั้น เริ่มแรกที่เขาเขียนนิยายโดยอิงวิทยาศาสตร์จนเกินไป แต่พักหลังเขานำเรื่องราวชีวิตสอดแทรกการผจญภัยในนิยายนั้น ๆ จนทำให้นิยายของเขาได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อีกทั้งนิยายบางเล่มได้ถูกนำไปสอดแทรกในเนื้อหาวิชาเรียนต่าง ๆ อีกด้วย หลังจากนั้นเขาก็ได้สรรค์สร้างงานเขียนมากมายและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของคนรุ่นหลัง อาทิ หนังสือการเดินทางไปยังศูนย์กลางของโลก (ค.ศ.1864) และ หนังสือทั่วโลกในแปดสิบวัน (ค.ศ.1873) จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นบิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ปี 1905 Jules Verne ก็เสียชีวิตลงด้วยโรคเบาหวาน สำหรับงานเขียนของเขาลูกชายและภรรยานั้นเป็นผู้ดูแลจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นตำนาน

เจ้าชายน้อย Le Petit Prince :D



เจ้าชายน้อย (ฝรั่งเศส: Le Petit Prince; อังกฤษ: The Little Prince) เป็นนวนิยายที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอองตวน เดอ แซง-เตกซูเปรี นักเขียนชาวฝรั่งเศส ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1943 อองตวน เดอ แซง-เตกซูเปรีเขียนงานเขียนชิ้นนี้ขณะพำนักอยู่ที่นิวยอร์ก เจ้าชายน้อยถือได้ว่าเป็นหนังสือขายดีติดอันดับโลก นวนิยายชุดนี้ได้รับการจัดแปลกว่า 190 ภาษาและมียอดจำหน่ายกว่า 80 ล้านเล่มทั่วโลก ในหลายประเทศได้มีการนำเอาเนื้อเรื่องจากหนังสือไปสร้างเป็นการ์ตูน ภาพยนตร์ ละครเวที อุปรากร และการแสดงรูปแบบอื่น

เรื่องย่อ
เจ้าชายน้อยได้ออกเดินทางเพื่อค้นหาถึงคุณค่าของมนุษย์โดยได้พบกับผู้คนมากหน้าหลากหลาย และเห็นพฤติกรรมที่ไร้คุณค่าอย่างแท้จริง จนกระทั่งมาพบกับคนจุดแสงตะเกียงที่ทำคุณประโยชน์ให้กับเพื่อนมนุษย์นี้เองที่ทำให้เจ้าชายน้อยเกิดความประทับใจ


ตัวละครสำคัญ
เจ้าชายน้อย (le Petit Prince)
พระราชา (le roi)
ดอกไม้ที่เจ้าชายน้อยเคยดูแล
จอมหยิ่ง (le vaniteux)
ชายขี้เมา (le buveur)
นักธุรกิจจอมละโมบ (le businessman)
คนจุดแสงตะเกียง (l'allumeur de réverbères)
นักภูมิศาสตร์ (le géographe)

เจ้าชายน้อย
เมื่อ ตอนฉันอายุได้ ๖ ขวบ ฉันได้เห็นรูปภาพจับใจรูปหนึ่งในหนังสือเกี่ยวกับป่าดงดิบชื่อว่า "ประวัติชีวิตธรรมชาติ" รูปนั้นเป็นรูปงูเหลือมกำลังกลืนสัตว์ป่า นี่คือรูปลอกของภาพนั้น


ในหนังสือเขาบรรยายไว้ว่า "งูเหลือมกลืนเหยื่อของมันเข้าไปทั้งหมดโดยไม่เคี้ยวเลย ถัดจากนั้น มันก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้และนอนย่อยอาหารอยู่ตลอดเวลา ๖ เดือน" ฉันติดใจเรื่องการผจญภัยในป่าทึบมาก จึงได้หัดวาดภาพด้วยดินสอสีจนสำเร็จ นี่คือรูปภาพรูปแรกของฉัน


ฉันอวดผลงานชิ้นเยี่ยมนี้แก่ผู้ใหญ่ และถามเขาว่ารูปของฉันทำให้เขากลัวไหม พวกเขาก็ตอบว่า "ทำไมหมวกทำให้คนกลัวเล่า" รูปภาพของฉันไม่ได้เป็นรูปหมวก แต่เป็นรูปงูเหลือมที่กำลังนอนย่อยช้างที่มันกลืนเข้าไป ฉันจึงต้องวาดรูปภายในงูเหลือมเพื่อให้พวกผู้ใหญ่เข้าใจ เพราะพวกนี้ต้องการคำอธิบายเสมอ รูปวาดที่ ๒ ของฉันจึงเป็นดังนี้

นี่แค่ตัวอย่างนะคะ ถ้าใครชอบบ ก็ลองไปหาอ่านได้นะ

http://olddreamz.com/bookshelf/prince/littleprince.html

8 อาหารทำให้ ง่วงนอนตลอดเวลา

1. กาแฟ ดื่มกาแฟตอนเช้าโดยที่กระเพาะอาหารยังว่างเปล่าจะทำให้ง่วงได้ เพราะหลังจากดื่มกาแฟได้ 30 นาที กาเฟอีนจะเข้าไปในกระแสเลือดและไปที่สมองส่งผลให้ออกซิเจนที่ส่งไปยังสมองถูกสกัดกั้นแล้วความง่วงก็จะตามมา

2. กล้วย เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานอย่างรวดเร็วช่วยสลายความเครียด ฮอร์โมนเซโรโทนินและนอร์เอพิเนฟรินจากกล้วยจะช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข แต่ถ้ารับประทานกล้วยมากเกินไปจะทำให้เราเกียจคร้านและไม่อยากขยับเคลื่อนไหวร่างกาย

3. ช็อกโกแลต สาร Phenylethylamine ในช็อกโกแลตจะทำให้ง่วงนอน ดังนั้น ช็อกโกแลตจึงเปรียบเสมือนยาที่ช่วยให้นอนหลับและถ้าหากมีโกโก้ในปริมาณสูงก็จะทำให้รู้สึกมีความสุข

4. ครัวซองต์ หากรับประทานครัวซองต์ 2-3 ชิ้นจะรู้สึกง่วงนอน เพราะครัวซองต์มีปริมาณแป้งขัดขาวมากและอุดมไปด้วยไขมันอีกด้วยซึ่งไขมันจำเป็นต้องใช้พลังงานในการย่อย ดังนั้น เมื่อรับประทานครัวซองต์เข้าไปร่างกายก็จะดึงเลือดจากสมองไปที่กระเพาะเป็นจำนวนมากเมื่อสมองมีเลือดหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอก็จะทำให้ง่วงนอน หากคุณต้องทำงานเร่งด่วนก็ควรรับประทานครัวซองต์ได้แค่ชิ้นเล็ก ๆ หนึ่งชิ้น

5. ขนมปังขาวและข้าวขาว อาหารทุกชนิดที่ทำมาจากแป้งขัดขาวเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้ง่วงเหตุผลก็คือ มันเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดเร่งด่วนจึงทำให้ตับอ่อนต้องหลั่งอินซูลินออกมามากจึงทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นสูงและทำให้ง่วงนอน

6. ถั่วเปลือกแข็ง มีกากใยอาหารมากซึ่งจะไปชะงักกระบวนการย่อยอาหารและยังถูกส่งต่อไปยังลำไส้ใหญ่โดยไม่ได้ย่อย และกระตุ้นแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ที่มีหน้าที่จัดการกับกากใยอาหาร ผลก็คือทำให้ท้องอืดเฟ้อและง่วงนอนโดยเฉพาะถ้ารับประทานถั่วผสมเกลือก็จะทำลายวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินบีซึ่งเป็นวิตามินที่ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า

7. ของหวาน เช่น ขนมหวาน เค้ก คุกกี้ เครื่องดื่มหวาน ๆ น้ำตาล ทำให้ง่วงนอนและยังเป็นตัวแย่งวินามินบีไปจากร่างกายเราด้วย เช่น วิตามินบี 1 บี 3 บี 6 และกรดโฟลิก และเมื่อร่างกายขาดแคลนวิตามินดังกล่าวก็จะทำให้เรี่ยวแรงถดถอยจึงส่งผลให้รู้สึกง่วง

8. ผลิตภัณฑ์นมหรือโยเกิร์ต เป็นอาหารที่มีประโยชน์แต่ถ้ารับประทานโยเกิร์ตเข้าไปมากก็จะทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมและโปรตีน แต่ในขณะเดียวกันโปรตีนที่ว่านี้ก็จะแยกกรดอะมิโนจากร่างกายซึ่งจะส่งผลให้มีกรดมากเกินในร่างกายและทำให้ง่วงตลอดเวลา

ประโยชน์ของเปลือกกล้วย

ใครที่ชอบกินกล้วย แล้วอย่าเพิ่งทิ้งเปลือก เพราะเปลือกกล้วยก็มีประโยชน์ วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาฝากกัน...

เปลือกกล้วยมีเยื่อเมือกซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ดังนี้

สามารถนำมาทาผิวให้ความชุ่มชื้น แก่ผิวได้ในหน้าหนาวผิวหนังจะแห้งแตก ใช้เปลือกด้านในนำมาทาถูผิวหนังจะชุ่มชื่น ตึงเรียบเนียน

สามารถนำมาทาถู บริเวณแมลง สัตว์กัดต่อย ลดอาการ บวม แดง คัน ได้

สามารถนำมาหมักผม ขจัดรังแค หนังศรีษะแห้งเป็นขุย ผมแห้งหยาบกระด้าง นำเปลือกมาขูดเอาเฉพาะเยื่อข้างในเปลือกมาผสมกับน้ำผึ้งให้เป็นเนื้อครีมเข้มข้นหมักเส้นผมไว้ประมาณ 30 นาที แล้วสระผมตามปกติ ก็จะทำให้หนังศรีษะปราศจากรังแค เส้นผมนุ่มสวย

สามารถแก้ปวดเมื่อยได้ โดยนำเอาเปลือกไปอังไฟ แล้วนำเอาเปลือกมาประคบบริเวณที่ปวดเมื่อย จะบรรเทาอาการปวดเมื่อยได้

สามารถนำมาถูคราบเขม่า ตามหน้าเตาแก๊ส โดยนำเปลือกกล้วยถูบริเวณที่มีคราบเขม่าแล้วนำผ้าแห้งเช็ดถูอีกครั้งจะได้เตาแก๊สที่สะอาดเหมือนใหม่อยู่เสมอ

ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้

ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์

น้ำมัน(oil) ทองสีดำอันสูงค่า





น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ติดไฟได้นั้นเป็นที่รู้จักกันดีมาช้านานแล้ว คนโบราณเรียกก๊าซธรรมชาติที่ติดไฟได้ที่ไหลออกมาเองนั้นว่า “ไฟกัป” คือไฟที่ลุกไหม้อยู่ตลอดเวลาไม่มีดับ ในคัมภีร์โบราณยังกล่าวถึงจุดที่น้ำมันไหลออกมาเองหลายจุดในทะเลเดดซี (Dead sea) ในสมัยโบราณถือว่าน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติที่ไหลออกมาเองนั้นเป็นพระเจ้า การบูชาไฟจากการเผาน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติเป็นวัฒธรรมที่ นิยมแพร่หลายกันมาก แพร่หลายไปจนถึงประเทศอิหร่านในศตวรรษที่ 7 คงเป็นเพราะประเทศนี้มีก๊าซธรรมชาติที่จุดติดไฟได้ไหลออกมามากมายหลายบริเวณจนนับไม่ถ้วนก็เป็นได้ มนุษย์ได้นำเอาน้ำมันไปใช้ทำอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างด้วยกันได้ใช้ทำเป็นยา ใช้จุดส่องแสงสว่าง และยังใช้ทำคบเพลิงเวลาสู้รบกัน หลายพันปีในสมัยเมโสโปเตเมีย ได้มีการขุดเอาแอสฟัลต์ไปใช้ในการก่อสร้าง ได้ใช้บิทูเมนเหนียว ๆ ทำเป็นตัวเชื่อมประสานแทนปูน ทำกำแพงรอบเมืองเพื่อป้องกันข้าศึก ในประเทศอียิปต์ ค้นพบหลักฐานว่าเมื่อประมาณ 3,000-4,000 ปีมาแล้ว ได้มีการใช้น้ำมันดิบหล่อลื่นล้อและเพลาของรถม้า ใช้จุดตะเกียง ใช้ประสานรอยต่อระหว่างแผ่นอิฐ ในประเทศจีน ราว 3,000 ปีมาแล้ว มีการใช้ปิโตรเลียมจุดตะเกียงตามบ้านเรือน ในราวศตวรรษที่ 17 มีการกลั่นน้ำมันจากหินน้ำมันโดยใช้ความร้อนจากฟืน การนำน้ำมันขึ้นมาใช้ได้ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ การนำน้ำมันขึ้นมาใช้ได้หยุดชะงักลงไประยะหนึ่งช่วงศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษ ที่ 19 เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ลุกลามกินอาณาบริเวณกว้างขวางและมีคนตาย การเปิดศักราชใหม่ของอุตสาหกรรมน้ำมันเกิดขึ้นเมื่อปี ค. ศ. 1859 เมื่อมีการเจาะหาน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในโลกที่เมืองทิทูสวิลล์ (Titusville) รัฐเพนซิลเวเนีย (Pennsylvania) สหรัฐอเมริกา โดย พันเอก เอ็ดวิน เดรก (Colonel Edwin Drake) บ่อน้ำมันหรือหลุมเจาะนี้ลึก 69.5 ฟุต ความสำเร็จนี้ทำให้คนตื่นน้ำมันกันมาก เพราะบ่อนี้ผลิตน้ำมันดิบได้วันละ 25 บาร์เรล และขายได้บาร์เรลละ 18 เหรียญอเมริกันสมัยนั้น และในปีค.ศ. 1860 โรงกลั่นน้ำมันที่ค่อนข้างสมบูรณ์ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองทิทูสวิลล์เช่นกัน โรงกลั่นนี้ประกอบด้วยหม้อกลั่น 6 ใบ และเครื่องฟอกสี อุปกรณ์ทั้งหมดรวมทั้งถังอยู่รวมกันภายใต้หลังคาเดียว ผลจากการกลั่นได้ผลิตภัณฑ์ไม่เกิน 50 % ของน้ำมันดิบ และยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับผลพลอยได้อื่น ๆ จึงเผาทิ้งเสีย ศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงเวลาที่ระบบนายทุนกำลังรุ่งเรืองมาก ทำให้เกิดความต้องการใช้น้ำมันจุดตะเกียงกันอย่างมาก บรรดาเทียนไขที่ทำจากไขสัตว์ชนิดต่าง ๆ นั้น และน้ำมันตะเกียงที่ได้จากพืชและสัตว์ไม่พอแก่ความต้องการ ในสมัยนั้นความต้องการใช้แสงสว่างไม่เพียงแต่ตามบ้านเท่านั้น อีกทั้งตามร้านค้า และโรงงานอุตสาหกรรมก็มีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังต้องการใช้น้ำมันในการหล่อลื่นเครื่องยนต์อีกด้วย เป็นเหตุให้ต้องพยายามนำเอาน้ำมันแร่หรือน้ำมันปิโตรเลียมมาใช้แทน การผลิตน้ำมันจึงค่อยพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ปลายศตวรรษที่ 19 ถึง ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นยุคของเครื่องไฟฟ้าและเครื่องจักร เครื่องยนต์ไอน้ำเปลี่ยนเป็นเครื่องจักรที่ใช้น้ำมันแทน เรือรบ เรือสินค้าทั้งหลายก็ได้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงแทน เพราะนอกจากจะให้ความร้อนสูงแล้ว ยังสะอาด และง่ายแก่การเก็บ การบรรทุกอีกด้วย สิ่งใหม่ ๆ ที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จาก น้ำมัน เช่น รถยนต์ เครื่องบิน รถถัง ในช่วงระยะ 40 ปีหลังๆ มานี้ การใช้น้ำมันและผลิตภัณฑ์ของน้ำมันนั้น ไม่เพียงแต่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อการเคลื่อนที่ไปได้หรือในรูปน้ำมันหล่อลื่นเท่านั้น แต่ยังได้ใช้ผลิตผลอื่นๆ จากการขุดเจาะปิโตรเลียมในรูปวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเคมีอีกด้วย

“เพตรา” นครศิลาสีกุหลาบ



“เพตรา” มหานครศิลาทรายสีชมพู หรือ Red Road City เมืองมรดกโลกที่แกะสลักขึ้นจากภูเขาทั้งลูก คำว่า"เพตรา"มีความหมายแปลว่า “หิน” ในภาษากรีก เป็นเมืองที่น่าตื่นตาตื่นใจกับการขี่ม้าลัดเลาะไปตามหุบเขาและเดินเท้าเข้าสู่รอยแยกของเปลือกโลก (Siq) ที่ซ่อนความยิ่งใหญ่ตระการตาของมหาวิหารปราสาททรายสีชมพู “เอล คาซเนห์” มานับพันปี...


“จอร์แดน” ถือเป็นประเทศศูนย์กลางแห่งมิตรภาพแห่งตะวันออกกลาง ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สถานที่โมเสสเสียชีวิต และแหล่งอารยธรรมหัวเมืองเอกของอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่กว่า 2,000 ปีมาแล้ว
เมืองเพตรา “นครศิลาสีกุหลาบ” เมืองที่ถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำของผู้คนและสูญหายไปจากแผนที่นานนับพันปี ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาที่สูงชันประดุจเป็นปราการอันยิ่งใหญ่
เมื่อลัดเลาะไปตามพื้นหินและทรายกว่า 800 เมตร ที่จะมุ่งหน้าไปในเส้นทางมหัศจรรย์ที่ทางเข้าออกของเมืองเพตรา คือ บริเวณซอกเขาเรียกว่า ซิค (Siq) เป็นหุบเขาสูง 250 ฟุต และทอดคดเคี้ยวไปบนเส้นทางที่พาดผ่านเข้าไปถึงใจกลางเมือง เกิดจากการถูกน้ำซัดกัดกร่อนจนเกิดเป็นช่องทางเดินเล็กๆ ระหว่างหุบเขา ความสวยงามของหุบเขาทั้งสองด้าน สวยงามด้วยสีสันของหินสีต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ชมร่องรอยซากปรักหักพังที่ยังมีร่องรอยให้เห็นการจัดการเรื่องการชลประทานในการลำเลียงน้ำจากแหล่งน้ำภูเขาเข้าสู่ตัวเมืองได้อย่างน่าทึ่ง และยังมีภาพศิลปะแกะสลักจากภูเขาอีกมากมาย


จากนั้นเข้าเขตหน้าผาสูงชันสองข้างทางสู่มหานครแห่งศิลาทรายสีชมพูตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามของมหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ปราสาททรายสีชมพู ที่นี่เคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “อินเดียน่า โจนส์” ภาค 3 ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า มหาวิหารแกะสลักเสลาจากภูเขาอย่างกลมกลืนได้สัดส่วนและสวยงามน่าอัศจรรย์เป็นอาคาร 2 ชั้น ประดับ ด้วยเสาแบบคอรินเทียนส์และรูปคน ซึ่งสลักขึ้นจากเขาบริเวณกลางเมือง ว่ากันว่าเป็นคลังที่เก็บสมบัติของฟาโรห์
“เพตรา” เคยเป็นเมืองหลวงของพวก นาเบเธียนมา ตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล ทำเลที่ตั้งของเมืองอยู่กึ่งกลางของเส้นทางการค้าคาบสมุทรอาระเบีย-ลุ่มแม่น้ำไนล์ และปาเลสไตน์-ลุ่ม แม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส เลยไปจนถึงอินเดีย จึงทำให้เป็นเมืองศูนย์กลางเส้นทางการค้าทางบกอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ชาวโรมันจึงได้เข้ามายึดครอง จนกระทั่งในปี 363 ได้เกิดแผ่นดินไหวบ้านเรือนภายในเมืองพังทลายลงมาประกอบกับมีการเปิดเส้นทางการค้าทางทะเลที่อ่าวสุเอช ชาวเมืองจึงพากันละทิ้งเมืองไปอยู่ที่อื่น เพตรากลายเป็นเมืองร้างไปในที่สุด


เมื่อเวลาผ่านไป ทรายได้ปลิวมาปกคลุมเมืองทั้งเมือง จนหายไปจากแผนที่นานกว่าพันปี แต่ในที่สุดปี 1813 จอห์น เลวิช เบอร์คฮาร์ดท์ นักเดินทางชาวสวิสได้มาพบนครแห่งนี้ จึงเริ่มปรากฏแก่สายตาชาวโลกอีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่เขากำลังสำรวจเส้นทางระหว่างดามัสกัส ไปยังไคโร แต่ดันไปได้ยินเรื่องราวของนครเพตราแล่นเข้าหู ทำให้เบิร์กฮาร์ดต์เกิดแรงบันดาลใจที่จะค้นหานครที่หายสาบสูญนี้ให้ได้ หนุ่มนักสำรวจไฟแรงเริ่มลงมือเรียนภาษาอาหรับ จนพูดได้คล่อง จากนั้นก็ปลอมตัวเป็นชาวอาหรับ เข้าไปคลุกคลีกับชาวเบดูอิน ซึ่งเป็นผู้รู้เส้นทางไปสู่นครเพตราจนในที่สุดชาวเบดูอินใจอ่อนยอมพาเขาเข้าไปสำรวจซากเมืองนี้จากหมู่บ้านเอลจี เบดูอินพาเบิร์กฮาร์ดต์เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ทอดยาวผ่าน วาดี มูสา และเข้าไปอยู่ในวงล้อมของหุบเขา จนเมื่อเห็นเมืองอันกว้างใหญ่อยู่ตรงหน้ามีทั้งความใหญ่โตโอ่อ่าของวิหาร สุสานของเมืองหิน เขาถึงกับตกตะลึง เมื่อมีจังหวะเหมาะเขาจึงแอบสเก็ตช์ภาพของเมืองลับแลแห่งนี้ออกมา เมื่อรูปที่เบิร์กฮาร์ดต์เขียนถึงเพตรา ถูกเผยแพร่ออกไปผู้คนต่างพากันตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจกับความงามแปลกตาน่าฉงนของนครลับแล จากนั้นราวปี 1826 นักสำรวจชาวฝรั่งเศสอีก 2 คน คือ เคาน์ท ลีออง เดอ ลาบอร์เด และ มัวรีส ลีโนต์ เดินทางเข้าไปสำรวจเพตราอีกครั้งและสเก็ตช์ภาพที่สมบูรณ์แบบมากขึ้นออกมาเผยแพร่ จากนั้นความงดงามและความอัศจรรย์ของเมืองลับแลที่ชื่อเพตราก็ถูกเปิดเผยสู่โลกปัจจุบันอีกครั้ง และในปี 1985 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลก และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 แห่งของโลก

รู้สาเหตุ-จะได้ไม่เป็นสิว



ช่วงชีวิตวัยรุ่นมีไม่กี่คนที่ผ่านมาโดยไม่มีสิว เพราะระดับฮอร์โมนกำลังพุ่งพล่านเปลี่ยนแปลง แต่ความจริงแล้วปัญหาสิวมาจากหลายสาเหตุ พี่มิ้งจะมาแจกแจงปัจจัยทั้งหลายให้น้องๆ ไประวังไม่ให้เกิดสิวกันครับ
สาเหตุของสิวฮอร์โมน วัยรุ่นอย่างน้องๆ จะมีระดับฮอร์โมนมาก ผลจากอยู่ในช่วงวัยกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพครั้งใหญ่ ผู้ชายถ้ามีฮอร์โมน Androgen ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายมากเกินไป ก็จะไปกระตุ้นต่อมไขมันให้มีการสร้างไขมันที่ผิวหนัง ขณะที่ผู้หญิงก่อนมีประจำเดือนก็จะมีสิวเพิ่มขึ้น ทั้งสองเพศเมื่อย่างเข้าวัยรุ่นจะพบปัญหาสิวมากเป็นพิเศษ เนื่องจากการขยายขนาดของของต่อมไขมันสิ่งสกปรกฝุ่น ควัน เชื้อโรค จากภายนอกที่มีมาอยู่ในรูขุมขนของเรา จะเกิดการอุดตันและเกิดเป็นสิวหรือสิวอักเสบได้ ยังมีปัจจัยภายในอย่างเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว โฟมล้างหน้าแบบสครับจะช่วยขัดผิวได้ดี พันธุกรรมหากพ่อ แม่ พี่ ญาติ มีประวัติการเป็นสิว เตรียมใจไว้เลยเรามีโอกาสที่จะเป็นสิวสูง การใช้ชีวิตน้องๆ ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ,ความเครียด,ท้องผูก มีส่วนทำให้เกิดสิวได้เช่นกันแสงแดดความร้อนของแสงแดดทำเกิดเหงือและเกิดความหมักหมมจนเกิดสิวได้การทำความสะอาดควรทำความสะอาดหน้าเป็นระยะเมื่อเห็นว่าหน้าสกปรก แต่การล้างหน้าบ่อยก็อาจทำให้ผิวระคาเคืองจนเกิดสิวได้เหมือนกันนะ ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าบางชนิดก็ทำให้แพ้จนเกิดสิวได้เช่นกัน สารเคมีเครื่องสำอาง, ยาสระผมที่มีโปรตีนผสมอยู่, สบู่, ยาสเตียรอยด์, ยาจำพวกฮอร์โมน หรือสารเคมีที่น้องๆ แพ้ ต่างเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวได้เช่นกันผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้าผลิตภัณฑ์ชนิดที่มีฟองอาจทิ้งสารเคมีตกค้าง ผลิตภัณฑ์สมูทอี ไวท์ เบบี้เฟซ สครับ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะลดสิวเสี้ยน ทำให้ผิวขาวและคุมความมันถ้าเราทราบต้นตอของสิวแล้ว จะได้ป้องกันรักษากันได้ถูกจุด การดูแลรักษาจะได้มีประสิทธิภาพ จะได้หน้าใสปิ๊งกันทันใจ