ถุงยังชีพ ช่วยน้ำท่วม ควรมีอะไรบ้าง


สำหรับสิ่งของจำเป็นที่ควรมีใน "ถุงยังชีพ" ประกอบด้วย

1. อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง พร้อมที่เปิดกระป๋อง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ผักกาดดองกระป๋อง ปลาราดพริก น้ำพริกกระปุก เนื้อเค็ม ไข่เค็ม หมูหยอง หมูแผ่น ฯลฯ ในปริมาณที่เพียงพอต่อการบริโภคไม่น้อยกว่า 3 วัน

2. ข้าวหอมมะลิกระป๋อง และข้าวสาร หรือหากเดินทางไปแจกด้วยตนเอง อาจซื้อข้าวเหนียวนึ่งกับเนื้อหรือหมูทอดใส่ถุงเพราะไม่บูดง่าย

3. น้ำดื่ม เครื่องดื่มแพ็คกล่อง และขนมปังกรอบ ขนมถุงต่าง ๆ ที่เด็กชอบ นมถั่วเหลืองและน้ำผลไม้ สำหรับถวายพระฉันหลังเพล

4. นมผง และขวดนมสำหรับเด็กเล็ก พร้อมด้วยกระติกน้ำร้อนขนาดเล็ก ชนิดเสียบไฟได้

5. กระบอกไฟฉายพร้อมถ่าน ควรมีถ่านสำรองด้วยหลาย ๆ ชุด เทียนไข และไฟแช็ค

6. ชุดปฐมพยาบาล และยาสามัญประจำบ้าน ยาแก้น้ำกัดเท้า ยาทาแผลสด ยาดม ยาหม่อง ยาแก้ไข้แก้หวัด ยาแก้ไอ เจ็บคอ เกลือแร่ซอง ยาแก้ท้องเสีย โลชั่นกันยุง ยาแก้คัน และยารักษาเชื้อรา-น้ำกัดเท้า

7. กระดาษทิชชู และกระดาษชำระแบบเปียก ใช้สำหรับการชำระล้างเพื่อสุขอนามัย

8. ถุงดำสำหรับใส่ขยะ พร้อมเชือกฟางหรือหนังยาง สำหรับมัดปากถุง

9. ผ้าอนามัย และยาคุมสำหรับผู้หญิง ถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชาย ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กเล็กและคนแก่ กระโถน ถุงก๊อบแก๊บพร้อมที่นั่งถ่ายแบบของคนป่วย

10. เสื้อชูชีพ จำเป็นมากสำหรับคนแก่ คนป่วย และเด็ก ที่ควรมีไว้ประจำตัว

11. รองเท้าแตะยาง เสื้อกันฝน หมวกกันแดด ร่ม เสื้อยืด สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ผ้าขาวม้า ผ้าถุง กางเกงในกระดาษ หน้ากากกันฝุ่น

12. นกหวีด เพื่อส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ

13. เชือกไนลอนเส้นยาว ๆ สำหรับผูกของ ตากผ้า ฯลฯ

14. กระจกเล็ก ๆ เอาไว้สะท้อนแสงขอความช่วยเหลือ

15. แผ่นพลาสติกและเทปกาว เพื่อใช้ในการทำที่หลบภัยภายในที่พัก


ทั้งหมดนี้ เป็นรายการสิ่งของจำเป็นเบื้องต้น ซึ่งท่านที่ต้องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมสามารถจัดเตรียมและนำไปมอบให้ได้ด้วยตนเอง หรือผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ที่เปิดรับได้ หรือสำหรับคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะถูกน้ำท่วม ก็สามารถจัดเตรียมสิ่งของเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าก่อนก็มีประโยชน์ไม่น้อยค่ะ

ฝรั่งเศส ดินแดนแห่งเทศกาล


งานฉลองที่มีสีสันและสนุกสนานตั้งแต่เช้ายันค่ำ จะหมุนเวียนจัดกันไปจัดตามเมืองต่างๆ ทั่วฝรั่งเศส


งานเทศกาลที่จัดกันในปัจจุบันล้วนเป็นมรดกตกทอดสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งอดีต หมู่บ้านแต่ละแห่งจะต้องมีงานฉลองของตน และในแต่ละเมืองจะต้องมีเทศกาลของดีของเด่นประจำปีไว้สนุกสนานกัน เช่น งานเดินขบวนคนยักษ์ (คนต่อขา) ของทางตอนเหนือของฝรั่งเศส งานคาร์นิวัลเมืองนีซ (Nice) งาน Ferias เมืองนีมส์ (Nîmes) และเมืองอาร์ล (Arles) งานประจำปีเมืองบายอน (Bayonne) หรือเมืองเบซิเยส์ (Béziers) ฯลฯ งานเหล่านี้เป็นที่รวมความสนุกสนานของชาวเมืองซึ่งยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นให้มาร่วมความบันเทิงด้วยกัน นอกจากงานเทศกาลต่างๆ ในเขตภูมิภาคแล้ว ฝรั่งเศสยังมีงานสำคัญประจำปีระดับชาติอีก 2 งาน ซึ่งทุกเมืองจะเฉลิมฉลองพร้อมๆ กัน งานแรกคืองานวันชาติ 14 กรกฎาคมซึ่งเป็นวันสำคัญที่เปิดตัวด้วยการสวนสนามของทหารเหล่าต่างๆ และจัดขึ้นอย่างใหญ่โตที่ถนนชองส์-เอลิเซ่ส์ (Champs-Elysées) อันเลื่องชื่อของปารีส พอถึงกลางคืนจะมีการจุดดอกไม้ไฟที่สวยงามตระการตา และมีงานเต้นรำที่สนุกสนานแบบฝรั่งเศสแท้ ส่วนตามเมืองใหญ่ๆ มักจัดการแสดงดนตรีกลางแจ้งให้ชมกันโดยไม่ต้องเสียค่าผ่านประตู งานใหญ่งานที่สองคือ เทศกาลดนตรีซึ่งจัดขึ้นทุกวันที่ 21 มิถุนายน เทศกาลนี้เปิดโอกาสให้คนรักดนตรีทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นได้แสดงความสามารถกันเต็มที่และสุดเหวี่ยงในท้องถนนและทุกหนทุกแห่ง นอกจากนี้ยังมีเทศกาลเพลงคลาสสิค ละคร ละครสัตว์ และอื่นๆ อีกมากมายตลอดทั้งปี เพียงเท่านี้คุณก็คงพอรู้แล้วว่าในฝรั่งเศสความสนุกสนานเพลิดเพลินนั้นไม่มีการเว้นวรรคจริงๆ


สำหรับคนนอนไม่หลับ


ราตรีที่หวานซึ้งหรือค่ำคืนที่เฮฮาเป็นบรรยากาศที่คุณเลือกได้ในสถานบันเทิงที่มีอยู่มากมายหลายแห่ง ถ้าคุณชอบดื่มสังสรรค์กับเพื่อนๆ ในบรรยากาศที่เป็นกันเองแล้วล่ะก็ ตามเมืองใหญ่ๆ ของฝรั่งเศสมีบาร์ซึ่งเปิดเพลงทุกสไตล์ให้เลือกตามรสนิยม ทั้งลาติโน แจ๊ซ ไลท์ มิวสิค เว็บ เทคโน หรือแม้แต่เพลงอาหรับ... และถ้าใครยังไม่เหนื่อยอยากไปเต้นรำต่อ ก็ยังมีสถานบันเทิงขนาดยักษ์ที่เปิดเพลงมันๆ หลายสไตล์โดยดีเจจากทั่วโลก ให้นักดิ้นเท้าไฟได้สะบัดในทุกท่วงท่า ทั้งฮิปฮอป แจ็ซ โซล หรือเพลงแอฟริกัน ส่วนคุณที่ชอบลีลาศแบบหรูหรือบอลรูมแบบเก่าย้อนยุค ก็รับรองว่าไม่มีวันผิดหวัง และเมื่อยามเช้ามาถึงแต่คุณยังมีแรงเที่ยวต่อ ก็ยังมีที่ที่คุณจะได้สนุกส่งท้ายกันอีก



ที่มา - http://ptc.icphysics.com/webboard/SFM/index.php?topic=11509.0;wap2

ผู้หญิง และ ผู้ชาย แตกต่างกันตั้งแต่สมอง!!


ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นก็คือ ได้รู้ว่า หญิงกับชาย ไม่ได้แตกต่างกันเพียงแค่เรื่องอวัยวะเพศที่เป็นสิ่งบ่งชี้เพศเท่านั้น แต่ลักษณะทางกายภาพและชีวภาพของสมองก็แตกต่างกัน
นักวิทยาศาสตร์ทางด้านสมอง ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างสมองของเพศหญิงและชาย ซึ่งโครงสร้างสมองมีหลายอย่างที่แตกต่างกัน ประการแรก Corpus Callosum เป็นเส้นประสาทที่เชื่อมสมองทั้งสองซีก ซึ่งประกอบไปด้วยเซลล์ประสาท 300 ล้านเซลล์ เป็นทางผ่านของกระแสประสาทจากซีกซ้ายไปซีกขวา สามารถทำให้เห็นพัฒนาการทางด้านความฉลาดระหว่าง
เพศชายและหญิงได้โดยผู้หญิงมีขนาดของคอร์ปัส คอลโลซัมที่มากกว่า นั่นหมายความว่า ผู้หญิงมีความสามารถในการส่งข้อมูลระหว่างสมองซีกซ้ายกับขวาเร็วกว่าผู้ชาย โดยการศึกษาพบว่าความแตกต่างจะเริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อเข้าสู่ช่วงประถมค่ะ

อย่างที่สอง จำนวนเซลล์สมองของผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 4% และมีเนื้อสมองมากกว่าผู้หญิงประมาณ 1 ขีด ซึ่งเซลล์สมองเหล่านี้จะวิ่งผ่านไปในสมอง ทำให้เกิดความนึกคิด การเรียนรู้ต่างๆ แม้ผู้ชายจะมีเซลล์สมองมากกว่าผู้หญิงแต่น่าแปลกมากที่ผู้หญิงมีระบบการเชื่อมโยงของเซลล์สมองมากกว่าผู้ชาย ดังนั้นจึงแสดงว่าเซลล์สมองผู้หญิงนั้นทำงานได้ดีกว่า
นอกจากนี้ในส่วนของระบบสมองลิมบิค (Limbic) ที่เกี่ยวข้องกับระบบการเรียนรู้ ความจำ รวมทั้งการปรับสภาวะอารมณ์นั้น ผู้หญิงจะมีมากกว่า จึงทำให้ภาพรวมของผู้หญิงจะเป็นเพศที่มีความรู้สึกมากกว่าผู้ชาย จะดีใจ หรือ เสียใจ ผู้หญิงจะแสดงออกมาเลย ในขณะที่ผู้ชายดีใจก็เงียบ เสียใจก็เงียบ นอกจากนี้ผู้หญิงยังมีความผูกพันที่สูงกว่า ดูได้จากบทบาทการเป็นแม่นั่นเอง
นักวิจัยได้เคยทำการทดสอบการใช้สมองของเพศหญิงและชายโดยการแสกนสมอง พบว่ามีความแตกต่างกันหลายๆ อย่างทีเดียว ซึ่งการทดสอบจะใช้เครื่องมือที่ทำให้มีแสงไฟแวบขึ้นเมื่อสมองส่วนใดทำงาน ได้ผลออกมา เช่น ในการพูด ผู้หญิงจะใช้สมองทั้งสองซีกในการทำงาน เพราะไฟติดทั้งสองด้าน ในขณะที่ผู้ชายจะใช้เพียงสมองซีกซ้ายเท่านั้น ส่วนในเรื่องของการจดจำทิศทาง ผู้หญิงใช้ Cerebral cortex ซึ่งอยู่ในระบบประสาทส่วนกลาง และเป็นศูนย์ควบคุมเกี่ยวกับความฉลาด การเรียนรู้ ความจำ ส่วนผู้ชายจะใช้ Hippocampus ซึ่งทำหน้าที่ในการบันทึกความทรงจำ และการกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม โดยอาศัยความทรงจำและประสบการณ์เก่าๆ มาเป็นตัวตัดสินนั่นเอง

ส่วนที่เถียงกันจนเป็นปัญหาโลกแตกว่า เพศไหนฉลาดกว่ากัน อาจจะไม่มีคำตอบที่ชัดเจน เพราะใครจะเก่งกว่าใครส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการฝึกฝนและการพัฒนาตั้งแต่ยังเด็ก แต่ถ้าหากดูกันที่ระบบสมอง บทบาทของ Cerebrum ของทั้งสองเพศก็จะมีความแตกต่างกัน โดยจะโดดเด่นกันคนละด้าน คือ เพศชายจะมีความถนัดและความสามารถด้านการคำนวณ การเข้าใจตรรกะต่างๆ การใช้ภาษาในเชิงเหตุผล การใช้แผนที่ ทิศทางการเคลื่อนไหวร่างกาย เป็นต้น จึงเห็นว่าส่วนใหญ่ผู้นำมักจะเป็นผู้ชาย ส่วนความสามารถของเพศหญิงนั้น จะเด่นในเรื่อง การใช้ความรู้สึก งานฝีมือ การเข้าอกเข้าใจคนอื่น การจดจำ การใช้ภาษา เป็นต้น เห็นความถนัดแล้วเพศหญิงแล้ว หายสงสัยเลยว่าทำไมคณะอักษรฯ หรือมนุษย์ฯ ซึ่งเป็นสายภาษาจึงมีแต่ผู้หญิงเรียน

สรุปได้ง่ายๆ เลยว่า การที่ผู้หญิงและผู้ชายมีพฤติกรรม ความรู้ ความคิด และอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันเป็นเรื่องที่ธรรมชาติให้มาล้วนๆ สมองมีการทำงานที่แตกต่างกัน แต่ก็เป็นความแตกต่างที่ลงตัวและสร้างเสน่ห์ให้แต่ละเพศได้เป็นอย่างดีทีเดียว เช่น ผู้ชายก็จะรู้สึกดีและรู้สึกเป็นฮีโร่สุดๆ เมื่อได้ดูแลผู้หญิง ส่วนผู้หญิงจะมีอารมณ์ความรู้สึกที่อยากมีคนดูแล ทีนี้ น้องๆ ผู้ชายทั้งหลายก็เข้าใจธรรมชาติของเพศหญิงในเรื่องของอารมร์ความรู้สึกและความจำแล้ว ดังนั้นจะพูดจะทำอะไรก็แคร์ความรู้สึกของกันและกันเยอะๆ สำหรับผู้หญิงก็รู้ธรรมชาติของความคิดและการแสดงออกของผู้ชาย ก็ต้องปรับตัวไม่งอแงจนเกินไปนะคะ จะได้ไม่มีปัญหากัน โลกใบนี้จะได้น่าอยู่มากขึ้นค่ะ

ที่มา : www.dek-d.com

นอนไม่ดี... ระวังผี(มา)อำนะ บรึ๋ย!!


"ผีอำ" ชื่อที่ฟังดูน่ารัก แต่ไม่ได้ "อำ" น่ารักอย่างชื่อ เชื่อว่าน้องๆ หลายคนน่าจะรู้จัก หรือ ถ้าแย่หน่อยอาจจะเคยเจอด้วยตัวเอง พี่มิ้นท์เองก็เคยค่ะ!! แต่แค่ครั้งเดียวในชีวิต (ครั้งเดียวก็ไม่อยากเจอแล้ว) ใครที่ไม่เคยเจอประสบการณ์นี้กับตัว ก็คงจินตนาการถึงความรู้สึกนี้ไม่ออกแน่ๆ แต่ถ้าอยากรู้ว่ามันน่ากลัวขนาดไหน ลองถามเพื่อนที่เคยเป็นดูสิ กรี๊ดด~~


อาการผีอำ เป็นอาการที่ขยับตัวทำอะไรไม่ได้ซักอย่างตอนนอน รู้สึกเหมือนมีอะไรมาทับ ทำให้หายใจไม่ออก หรือ หายใจติดขัด อาจจะลืมตาไม่ขึ้น อ้าปากพูดไม่ได้ เรียกได้ว่า ทรมานสุดๆ บางคนอาการหนักหน่อยก็เห็นภาพหลอนเป็นเงาบ้าง เป็นคนบ้าง ก็ว่ากันไป ทำให้เกิดอาการกลัว ความกลัวเหล่านี้นี่แหละ ทำให้เราจินตนาการไปว่าเป็นเรื่องที่หาเหตุผลมารองรับไม่ได้ จึงโบ้ยให้เป็นความผิดของผีไปเกือบหมด บางคนสวดมนต์อาการเหล่านี้ก็หายไป ยิ่งตอกย้ำความเชื่อเรื่องผีอำเข้าไปอีก แต่ความเป็นจริง ทางวิทยาศาสตร์ก็มีเหตุผลมาอธิบายปรากฏการณ์นี้เหมือนกัน

"ผีอำ" หรือโรค sleep paralysis ทางการแพทย์อธิบายว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจาก สมองตื่นไม่พร้อมกัน คือ สมองที่ควบคุมในส่วนความคิด ความรู้สึกนั้นตื่นแล้ว (อาจจะตื่นไม่เต็มที่ ) แต่ในส่วนของการควบคุมการเคลื่อนไหวยังไม่ทำงาน จึงขยับตัวไม่ได้ เช่น เวลาเราตื่น โดยทั่วไปก็จะพลิกตัว แต่เผอิญร่างกายโดนล็อคซะงั้น เพราะสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหวยังไม่ตื่นนั่นเอง ก็อาจจะมีการตกใจกลัวเป็นธรรมดา ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นในระหว่างใกล้ตื่นนอนหรือช่วงเคลิ้มหลับค่ะ
ถ้าพูดถึงอาการสมองตื่นไม่พร้อมกัน ฟังดูน่ากลัวแบบนี้ แต่ขอบอกว่าไม่เป็นอันตรายอะไรทั้งนั้นค่ะ ตามที่ได้บอกไปแล้วว่าอาจจะแค่ขยับตัวไม่ได้ เพียงแค่นาทีเดียวหรือไม่กี่นาทีก็จะหายไป ไม่ถึงตายแน่นอน ฮ่าๆ แต่ช่วงที่ขยับตัวไม่ได้นี่แหละที่ทรมานสุดๆ ก็เลยรู้สึกว่าช่างเป็นอาการที่หนักหนาสาหัสเหลือเกิน
นอกจากนี้ยังเป็นอาการที่อาจจะสัมพันธ์กับความฝันด้วย โดยเกิดจากฮอร์โมนชนิดหนึ่งในร่างกายที่ออกมาในขณะที่นอนหลับ ทำให้ร่างกายขยับไม่ได้ในขณะฝัน เพื่อไม่ให้ร่างกายเคลื่อนไหวตามความฝันอันจะเป็นเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ เช่น ฝันว่าวิ่งอยู่ก็ไม่ต้องออกไปวิ่ง ฝันว่าเอามีดแทงตัวเองก็ไม่ต้องเอามีดแทงตัวเอง เป็นต้น โดยฮอร์โมนนี้จะหมดไปก่อนที่ฝันจะจบ แต่คนที่เกิดอาการผีอำ ก็เพราะว่า ดันตื่นขึ้นมาก่อนฝันจะจบ ฮอร์โมนนั้นก็ยังคงทำงานบังคับไม่ให้ร่างกายเคลื่อนไหว แต่สมองการรับรู้ตื่นแล้ว จึงขยับร่างกายไม่ได้ ซึ่ง ณ จุดๆ นี้ ถ้าเราฝันร้ายว่าเจอผี หรือเจออะไรน่ากลัวๆ แล้วดันตื่นขึ้นมาในขณะที่ฮอร์โมนทำงานล่ะก็ สติกระเจิงแน่นอน เพราะขยับตัวจะหนีก็หนีไม่ได้ จากแค่ฝันก็เลยมาหลอนในความจริงซะนี่

อาการผีอำ อาจมีอาการประสาทสัมผัสหลอนๆ ร่วมด้วย (ไม่ได้เกิดขึ้นทุกคน) ซึ่งขอบอกว่าหลอนจริงๆ ค่ะ เช่น อาจจะให้ความรู้สึกเหมือนมีคนมานั่งทับ ถูกจับขา อาจได้ยินเสียงคนหายใจ เสียงกระซิบ เสียงหึหึ(แค่จินตนาการถึงเสียงนี้ ก็เฮี้ยนแล้ว) หรือ ถ้าทางการมองเห็น ก็อาจจะมองเห็นเงาคน หรือ เห็นเป็นเงารางๆ เหมือนหมอกควัน นอกจากนี้ประสาทสัมผัสทางการได้กลิ่นก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน เช่น ได้กลิ่นเหม็นสาป ทำนองนี้ แหม... ประสาทสัมผัสทำงานครบแบบนี้ เกิดขึ้นกับใครก็คงเข็ดขยาดหวาดกลัว เป็นประสบการณ์ร้ายๆ แน่นอน
สำหรับสาเหตุของอาการผีอำ อาจเกิดจากหลายๆ ปัจจัย เช่น นอนในท่านอนหงาย (ไม่เคยเห็นคนโดนผีอำตอนนอนตะแคงเลย), พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือ นอนหลับในขณะที่ร่างกายเพลีย หรือเมื่อยล้าแบบสุดๆ , การเข้านอนไม่เป็นเวลา, เครียด หรือเกิดสภาวะทางจิตอื่นๆ เช่น โกรธ เสียใจ คิดมากก่อนนอน ฯลฯ หรือเกิดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป อันนี้พี่มิ้นท์มองในแง่ที่ว่าอาจจะหมายถึง แปลกที่นั่นเอง แต่ถ้าน้องๆ คนไหนที่เคยเป็น แต่ไม่ได้มีปัจจัยตามที่บอกมานี้สงสัยจะโดนผีอำจริงๆ แล้วล่ะค่ะ อ๊ากก!!

ส่วนวิธีแก้ไข ก็คงต้องแก้กันที่สาเหตุล่ะค่ะ ถ้ารู้ตัวว่าอดหลับอดนอน คราวหลังก็อย่าทำอีก นอนพักเยอะๆ และควรนอนให้เป็นเวลา ลองเปลี่ยนนิสัยการนอนให้เป็นตะแคงข้างบ้าง (ควรตะแคงขวาด้วยนะ จะได้ไม่ทับหัวใจ) ก่อนนอนก็ทำใจให้สบาย อย่าหมกมุ่นคิดมากในเรื่องต่างๆ เพราะอาการผีอำเป็นอาการที่เกิดทั้งระบบสมองและสภาพจิตใจ ดังนั้นเราต้องดูแลทุกระบบให้ดีไปพร้อมๆ กัน อ้อ..ที่สำคัญ อย่าไปวิตกกลัวจนเกิดเหตุ ให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่ตอบสนองมาจากสภาพร่างกาย ในขณะนอนหลับและมีโอกาสเป็นไปได้ทุกคน ไม่เกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์ใดๆ ค่ะ เพราะพี่มิ้นท์สวมสร้อยพระเป็นประจำ ยังเป็นมาแล้วเลย แต่ถ้าใครมีสาเหตุไม่เข้าข่ายที่บอกไว้ ก็ตัวใครตัวมันค่า...

ที่มา : http://www.dek-d.com/content/education/25873/นอนไม่ดี...-ระวังผีมาอำนะ-บรึ๋ย.php

เปรี้ยง!! ใช้มือถือตอนฝนตก ฟ้าจะผ่าจริงหรือ ?!?


ช่วงนี้ฝนตกบ่อย ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ก็เกิดขึ้นบ่อยตามไปด้วย นอกจากจะเปียกเฉอะแฉะ เดินทางไม่สะดวกแล้ว ยังต้องระมัดระวังตัวมากกว่าเก่า เพราะอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันโดนฟ้าผ่าเอาได้ พี่มิ้นท์ไม่ได้พูดเล่นนะคะ มันเกิดขึ้นได้จริง เพราะแค่มีตัวเปล่าๆ ยืนในที่โล่ง ไม่มีวัตถุอื่นที่สูงกว่า ก็ยังมีสิทธิ์โดนฟ้าผ่าได้เลย แต่ถ้ายิ่งมีปัจจัยที่มีตัวนำและรับประจุไฟฟ้าได้อย่างโทรศัพท์มือถือ ก็จะเพิ่มความเสี่ยงเข้าไปอีก น้องๆ จึงอาจจะเคยได้ยินว่าห้ามใช้โทรศัพท์มือถือตอนฝนตก!! โดยมีผลสำรวจทางวิชาการบอกเอาไว้ว่า ในหนึ่งวันทั่วโลกมีฟ้าผ่ามากถึง 8 ล้านครั้ง ส่วนอุบัติเหตุทีเกิดจากฟ้าผ่าของคนไทยนั้นตกประมาณ 20 คนต่อปี


สำหรับน้องๆ ที่สงสัยว่า ใช้โทรศัพท์แล้วฟ้าจะผ่าจริงหรือไม่ แนะนำว่าอย่าไปบ้าดีเดือดทดลองด้วยตนเอง แม้ว่าจะไม่ได้เกิดขึ้น 100% แต่ถ้าโชคร้ายก็ตายได้ไม่รู้ตัว โทรศัพท์ไม่ใช่สื่อล่อฟ้าโดยตรง แต่ ดร.คมสัน เพ็ชรรักษ์ หัวหน้าห้องจำลองฟ้าผ่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้บอกไว้ว่า การใช้โทรศัพท์ใกล้บริเวณที่เกิดฟ้าผ่า อาจเหนี่ยวนำให้แบตเตอรี่ลัดวงจรและเกิดระเบิดขึ้นได้ จึงทำให้เข้าใจผิดคิดว่าฟ้าผ่าลงมาเปรี้ยง! ซึ่งมีสิทธิ์เสียชีวิตทันที หรือเบาหน่อยก็ผิวหนังไหม้ตอนไฟฟ้าไหลผ่านขณะที่สัมผัสโลหะ พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้โทรศัพท์ตอนฝนตกมีโอกาสเสียชีวิตหรือพิการได้ แต่เป็นผลข้างเคียงจากฟ้าผ่าทำให้เกิดการลัดวงจรจนระเบิด ไม่ใช่ฟ้าผ่าลงมาตรงๆ ที่มือถือตามที่เข้าใจค่ะ

ไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถือเท่านั้นนะคะน้องๆ ถ้าจะให้ดีเวลาอยู่บ้านก็ไม่ควรเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ เลย เพราะถ้าฟ้าผ่าลงมานอกบ้าน จะเกิดกระแสไฟฟ้ากระชากและวิ่งมาตามสายบ้าน สายโทรศัพท์ เสาอากาศ ท่อน้ำประปา ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าพัง!! และคนใช้งานก็อาจจะได้รับบาดเจ็บ
แต่จะปลอดภัยขึ้นเมื่อติดตั้งสายดิน เพราะกระแสไฟฟ้าจะไหลลงสู่พื้นดินโดยตรง น้องๆ อาจจะสงสัยว่าโทรศัพท์บ้านเกี่ยวด้วยหรอ? ขอบอกค่ะว่าเกี่ยว ห้ามใช้เช่นกัน เพราะฟ้าอาจจะผ่าลงที่เสาสัญญาณหรือเสาอากาศนอกบ้าน กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าจะวิ่งมาตามสายโทรศัพท์บ้าน ในกรณีก็ไม่ต้องหวัง
ว่าอินเทอร์เน็ตจะรอดนะคะ T^T


ปิดท้ายด้วยข้อเสนอแนะกันนิดนึง เมื่อเกิดฝนฟ้าคะนอง ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ฟ้าแลบ ให้น้องๆ พึงระลึกเสมอว่าเข้าที่ร่มได้เป็นดีที่สุด การอยู่ในที่โล่งแจ้ง เสี่ยงมาก เราจะกลายเป็นผู้ถูกเลือกที่จะโดนฟ้าผ่าทันที ที่ร่มที่กำลังพูดถึงขอให้เป็นบ้าน ห้าง หรือตึกต่างๆ ไม่ให้หลบในตู้โทรศัพท์นะคะ อย่าคิดว่าที่นั่นจะปลอดภัย เพราะกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าจะกระจายลงพื้นดิน และสามารถผ่านสายโทรศัพท์ที่ฝังอยู่ใต้ดินมาทำร้ายเราได้เหมือนกัน
และอีกหนึ่งสถานที่เสี่ยง นั่นก็คือ ใต้ต้นไม้ใหญ่ ฟ้ามักจะผ่าลงที่สูง พอมีต้นไม้ใหญ่มันก็จะผ่าลงต้นไม้ใหญ่ และเมื่อผ่าลงไปแล้ว จะมีแรงดันที่พื้น การไปหลบอยุ่ใต้ต้นไม้นั้นก็จะได้รับอันตรายไปเต็มๆ


ที่มา : www.dek-d.com

ระวัง !! กิน "ยาแก้ท้องเสีย" ตอนท้องเสีย...อันตรายกว่าเดิม!!


อาการท้องเสีย คือ ภาวะของคนที่ถ่ายบ่อย โดยถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นมูกเลือด และบ่อยมากกว่า 3 ครั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการธรรมชาติของร่างกายที่พยายามแสดงอภินิหาร เอ้ย แสดงปฏิกิริยาตอบสนองสารพิษ หรือเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้ามารุกล้ำลำไส้ของเรา เป็นการกำจัดของเสียออกจากร่างกายนั่นเอง ซึ่งการรักษานั้นก็มีหนทางที่แตกต่างกันไป แต่ก่อนอื่นนั้นต้องบอกกันก่อนว่า อาการท้องเสีย ท้องร่วงนั้นแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ก็คือ


1) ท้องเสียธรรมดา อาจจะเกิดจากการดูดซึมผิดปกติในลำไส้ เช่น การดูดซึมอาหาร หรือแม้กระทั่งการกินนมในตอนเช้า ก็ทำให้ท้องเสียได้เหมือนกัน ซึ่งคนไทยนั้นเป็นกันเยอะทีเดียว เพราะว่าน้ำย่อยที่ทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมของชาวเอเชียนั้นจะลดลง หรือหมดไปเมื่อผ่านวัยเด็ก ดังนั้นเมื่อกินนมเข้า มันก็เลยไม่ย่อยเหมือนอาหารอื่นๆ แต่จะส่งตรงไปสู่ลำไส้ใหญ่ เมื่อจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ทำลายก็จะกลายเป็นกรด ลำไส้ก็เลยปั่นป่วนดังนี้แล

ซึ่งอาการพวกนี้ร่างกายเราจะฟื้นฟูได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นไม่นานและทานเกลือแร่ก็ช่วยบรรเทาไปได้เยอะแล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาหยุดถ่ายก็ได้


2) ท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจจะเกิดจากอาหารเป็นพิษ ในอาหารที่ปรุงไม่สุก มีทั้งเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส ซึ่งเรามองไม่เห็นแน่นอน ความรุนแรงของมันอาจทำให้ลำไส้อักเสบ มีอาการท้องเสียฉับพลัน กินเกลือแร่อาจพอช่วยได้ แต่ทางที่ดีที่สุดคือควรพบแพทย์ ไม่ควรกินยาหยุดถ่ายเช่นกัน

สาเหตุที่ไม่ควรกินยาหยุดถ่าย เพราะวิธีการทำงานของมันนั้น จะไปทำให้การการเคลื่อนไหวของลำไส้น้อยลง ลดการบีบตัวของลำไส้ได้ชะงัดนัก ซึ่งอาการท้องเสียธรรมดามันสามารถหายได้ หากกินของสะอาดและกินเกลือแร่เพื่อลดอาการสูญเสียน้ำ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นเลยที่จะต้องไปหยุดอาการถ่าย เพราะอาจจะเกิดผลข้างเคียงทำให้ขับถ่ายไม่เป็นปกติ ท้องผูก ท้องอืดได้ ถ้าใครเคยกินจะรู้ว่า กินแค่เม็ดเดียวอยู่ได้นานหลายวันเลย >
แต่ถ้าหากอาการท้องเสียที่เป็นอยู่ เกิดจากการติดเชื้อขึ้นมาล่ะ! ทีนี้ลำบากแน่ เพราะถ้ายิ่งไปกินยาหยุดถ่าย ไปหยุดการเคลื่อนไหวของลำไส้ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้ถ่ายพิษออกมา ทำให้เชื้อโรคและสารพิษที่มีอยู่ก็ยังคงอยู่ในลำไส้เรานั่นแหละ ไม่ออกไปไหนเลย ซึ่งถ้ามันอยู่ในร่างกายนานขึ้น
อาจก่อให้เกิดมลพิษในลำไส้ได้นะเออ เพราะฉะนั้นทางที่ดีก็ไม่ควรไปกินยาประเภทนี้ ให้ขบวนการทางร่างกายกำจัดของเสียไปเอง โดยในกรณีนี้อาจกินยาฆ่าเชื้อร่วมด้วยก็ได้ แต่ก็ควรหาหมอก่อนทุกครั้งนะคะ อย่าหากินเอง

วิตามินซี รักษาโรคหวัดได้จริงหรือ??


หน้าฝนมาเยือนเมืองไทยแล้ว ทำเอาชุ่มฉ่ำกันไปถ้วนหน้า ใครที่ต้องตากฝนบ่อยๆ ก็ระวังจะโดนโรคหวัดรับประทานกันด้วย "108 เคล็ดกิน" นึกเป็นห่วงสุขภาพทุกๆ คน เพราะโรคภัยสมัยนี้ไว้ใจกันไม่ได้ง่ายๆ ถึงแม้เริ่มต้นจะเป็นแค่หวัดก็ตาม แต่ก็อาจกลายพันธุ์เป็นโรคอื่นๆ ที่หนักหนากว่าได้

พูดถึงเรื่องหวัด มีคนถาม "108 เคล็ดกิน" มาว่า ที่เคยได้ยินว่าวิตามินซีรักษาโรคหวัดได้นั้น จริงหรือไม่ อันนี้ขอตอบว่ารักษาได้จริง เพราะวิตามินซีจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้กำจัดเชื้อโรคที่อยู่ในร่างกาย และจะช่วยลดระยะเวลา และความรุนแรงของโรคหวัดลงได้อีกต่างหาก

ซึ่งวิตามินซีนั้นก็พบได้ง่ายๆ ในผักสด และผลไม้สดที่มีรสเปรี้ยวอย่างส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ สัปปะรด มะขามป้อม มะละกอ มะนาว สตอเบอรี่ ฯลฯ และในผักใบเขียวต่างๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวิตามินซีช่วยรักษาหวัดได้ แต่ไม่สามารถป้องกันหวัดได้ เพราะฉะนั้นการดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเป็นการดีที่สุด

ขอแถมอีกนิดสำหรับคนที่ติดหวัดไปแล้ว ขอแนะนำให้ดื่มน้ำขิงร้อนๆ เพราะรสเผ็ดร้อนและหอมแหลมๆ ของน้ำขิงนั้นมีส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหยและตัวยาสมุนไพรอีกหลายชนิดที่สามารถทุเลาอาการหวัดลงได้

และขอให้ลดอาหารประเภทนมและน้ำตาลลง เพราะมันจะยิ่งทำให้เสมหะข้นขึ้นสร้างความรำคาญให้แก่ตนเอง แถมน้ำตาลยังจะไปลดปริมาณเม็ดเลือดขาวที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคให้น้อยลงอีกด้วย

แล้วอย่าลืมดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนเยอะๆ ก็เป็นอันว่าโรคหวัดจะไม่รุกรานร่างกายของเรามากไปกว่านี้แล้ว

ข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์ 17 พฤษภาคม 2548