นมจืด นมหวาน นมเปรี้ยว ดื่มแบบไหน ยังไงดี...?
โดยปกติแล้ว คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่จะเป็นคนซื้อนมมาให้ลูกๆ ดื่มตามรสชาติที่ลูกๆ ชอบ ทั้งนมรสสตอร์เบอร์รี่ รสช็อคโกแลต รสหวานต่างๆ เพราะคิดว่าไม่ว่าจะนมรสชาติไหนก็ล้วนให้ประโยชน์ต่อร่างกายเหมือนๆ กัน โดยหารู้ไม่ว่ากำลังทำร้ายสุขภาพของลูกรักอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะจากการบอกเล่าของ กองโภชนาการ กรมอนามัย พบว่า หากเอานมโคสดแท้หรือนมรสจืด นมปรุงแต่งรสหวาน นมเปรี้ยว ปริมาณ 100 มิลลิลิตร มาเปรียบเทียบคุณค่าสารอาหาร อาทิ แคลเซียม จะพบว่า นมโคสดแท้ให้แคลเซียม 135 มก. นมหวาน 102 มก. นมเปรี้ยว 70 มก. มาดูเรื่องโปรตีน พบว่า นมโคสดแท้ให้โปรตีน 3.3 กรัม นมหวาน 2.3 กรัม นมเปรี้ยว 1.3 กรัม จะเห็นว่า นมจืด จะให้สารอาหารที่จำเป็นสูงที่สุดขณะที่ทั้งนมหวานและนมเปรี้ยวจะทำให้เด็กอ้วนได้มากกว่า เพราะมีการเติมน้ำตาลซึ่งมีแคลอรี่หรือพลังงานที่สูงกว่านมโคสดแท้ นอกจากนี้ นมสดรสธรรมชาติ ที่ถูกเติมน้ำตาลกลายเป็นนมหวาน เด็กจะเสี่ยงเป็นโรคฟันผุมากกว่าเด็กที่ดื่มนมจืด 2-3 เท่า!!!
เด็กตั้งแต่ 1 ขวบ ขึ้นไป สามารถดื่มนมได้ทุกชนิด แต่ที่เหมาะสำหรับเด็กที่มีอยู่ในวัยเจริญเติบโตคือ นมโคแท้ 100% และควรดื่มนมรสจืดดีที่สุด ส่วนวัยรุ่นและวัยกลางคน สามารถเลือกดื่มได้ตามใจชอบ แต่มีปัญหาโรคอ้วนหรือมีไขมันในเลือดสูงรวมถึงผู้สูงอายุ ควรดื่มนมพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย เพราะจะมีไขมันน้อยดื่มแล้วไม่อ้วน และมีแคลเซียมสูงแต่ถ้าอยากดื่มนมโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวก็จะมีความหวานมากขึ้นเพิ่มแคลอรี่มากขึ้น ผู้สูงอายุบางท่านที่ดื่มนมไม่ได้ควรดื่มนมถั่วเหลืองแทนเนื่องจากได้โปรตีนจากถั่ว แต่จะต้องกินควบคู่ไปกับอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่นปลาเล็กปลาน้อย ก้างปลากรอบด้วย ซึ่งควรอ่านที่ฉลากเพื่อที่จะได้วางแผนการกินที่จะช่วยให้ร่างกายได้แคลเซียมแต่ละวันอย่างพอดีเช่นกัน
เรียกได้ว่า “นม” เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ให้คุณประโยชน์สำหรับทุกเพศทุกวัย และด้วยความมากประโยชน์นี้เอง ทำให้องค์การอาหารแห่งสหประชาชาติ กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันดื่มนมโลก” เพื่อให้ประเทศต่างๆ และองค์กรที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนการบริโภคนม ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์และกระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการบริโภคนม…สสส.ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้คนไทยดื่มนมด้วยเช่นกันค่ะ
อยากให้ตัวเองและลูกน้อยมีสุขภาพที่ดีก็ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับให้เพียงพอ และอย่าดื่มนมเป็นประจำนะคะ…
ว่าแต่!!!วันนี้ คุณดื่มนมแล้วหรือยัง...?
นม นม นม...ขึ้นชื่อว่าเป็น “นม” ไม่ว่าจะเป็นนมเปรี้ยว นมหวาน นมจืด ทุกชนิดล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น เพราะเป็นแหล่งรวมของวิตามิน เกลือแร่ต่างๆ มากมาย และสามารถรับประทานได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และวัยชรา เรียกว่า ยิ่งดื่ม ยิ่งดีต่อสุขภาพค่ะ…แต่ประโยชน์ที่นมมีคงไม่อาจเกิดได้ หากคนไทยไม่ดื่มนม!!!
ที่ต้องกล่าวเช่นนี้ เพราะจากการบอกเล่าของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า คนไทยดื่มนมเพียง 14.19 ลิตร ต่อคนต่อปี ซึ่งสวนทางกลับการผลิตที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตนมดิบได้มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่อัตราบริโภคนมโดยเฉลี่ยของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ที่ 60 ลิตรต่อคนต่อปี และของทั่วโลกอยู่ที่ 103.9 ลิตร ต่อคนต่อปี!!!...จากตัวเลขดังกล่าว จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า เพราะเหตุคนไทยส่วนใหญ่จึงประสบกับปัญหาขาดแคลเซียม จนต้องเผชิญหน้ากับภาวะโรคกระดูกพรุนเมื่อย่างเข้าสู่วัยทำงานและวัยสูงอายุในที่สุด
ทำไมต้องดื่มนม...?
คำถามที่ใครๆ ต่างก็รู้คำตอบกันอยู่แล้วว่าที่ต้องดื่มนั้น เป็นเพราะ “นม” คือแหล่งอาหารที่ดีที่สุด เพราะอุดมไปด้วย แร่ธาตุต่างๆ ที่ร่างกายต้องการมากมาย อาทิ โปรแตสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยไม่ให้ความดันโลหิตสูงเกินกว่าปกติ นอกจากนี้ “นม” ยังเป็นแหล่งรวมสารอาหารอย่าง โปรตีนและเกลือแร่ที่สำคัญ เช่น ฟอสฟอรัส คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และวิตามิน เป็นต้น
หากดื่มนมตั้งแต่อายุน้อยๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้กระดูกแตกหักได้ง่ายเมื่ออายุมากขึ้น เพราะเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไปร่างกายของคนเราจะค่อยๆ เริ่มสูญเสียกระดูกมากกว่าที่จะสร้างกระดูก วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยรักษากระดูก และเกิดการสูญเสียกระดูกน้อยที่สุดคือการดื่มนมเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอนั่นเอง
ไม่เพียงเท่านี้ สารอาหารที่มีอยู่ใน "นม" ยังให้ความสดชื่น ไม่แตกต่างจากการดื่มน้ำ เพราะการดื่มนมเพียงหนึ่งหรือสองแก้วจะช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นได้เช่นกัน
ดื่มเท่าไหร่ถึงจะดี...?
ความต้องการสารอาหารในนม ในแต่ละวัยนั้น ย่อมแตกต่างกันไป โดยในวัยเด็กควรได้รับแคลเซียม 800 – 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน หากเป็นเด็กแรกเกิดควรให้ดื่มนมจากอกแม่ จนถึงอายุ 2 ปี เพื่อให้ลูกน้อยได้รับวัคซีนหยดแรกจากสายน้ำนมที่อุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด และเมื่อเข้าสู่ขวบปีที่ 3 จนถึงวัยรุ่น คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกดื่มนมวันละ 3 แก้วถึง 1 ลิตร เพื่อให้ลูกได้รับปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอ ซึ่งจะมีผลต่อความสูงและการสร้างเนื้อกระดูกให้มีความหนาแน่น อันจะเป็นประโยชน์ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ในการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน
ส่วนในวัยผู้ใหญ่ไปจนถึงวัยสูงอายุ ควรได้รับแคลเซียม 1,000 – 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือดื่มนมวันละ 3 แก้ว เพื่อนำแคลเซียมไปเติมเต็มความแข็งแรงให้กับกระดูกและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายอีกด้วย นอกจากนี้ คุณแม่ที่กำลังอุ้มท้องเจ้าตัวน้อยอยู่ ควรได้รับแคลเซียม 1,500 – 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือดื่มนมให้ได้ 1 ลิตรต่อวัน เพราะร่างกายต้องการแคลเซียมทั้งเพื่อเสริมสร้างกระดูกและฟันของตนเองแล้ว ยังต้องการแคลเซียมเพื่อนำไปช่วยพัฒนาโครงสร้างร่างกายของทารกในครรภ์ด้วย แต่ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ตาม ในแต่ละวันทุกคนก็ควรดื่มนมให้ได้ 1-2 แก้วต่อวัน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ก็จะช่วยให้กระดูกและฟันของเราแข็งแรงยิ่งขึ้นค่ะ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การดื่มนมจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย แต่ไม่ควรรับประทานเกินขนาดและปริมาณที่ระบุไว้ข้างต้น เพราะหากรับประทานเกินความจำเป็นจะส่งผลให้ร่างกายมีธาตุฟอสฟอรัสมากเกิน ซึ่งจะไปกระตุ้นต่อมพาราไทรอยด์ให้หลั่งฮอร์โมนออกมาสลายกระดูกอีกต่อหนึ่ง ซึงเป็นเรื่องที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งค่ะ
เวลาใครซักคนกล่าวถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาแล้วคุณเห็นด้วยกับคำพูดที่เค้าพูดออก
มาแล้วหล่ะก็สามารถใช้ประโยคที่ว่า You can say that again.
ถ้าแปลตรงตัวก็คือ คุณพูดซ้ำได้อีกครั้ง (ซึ่งไม่น่าจะเข้าถ้าซักเท่าไหร่)
ความหมายที่แท้จริงก็คือ "เห็นด้วยเลย"
เช่นเพื่อนคุณพูดว่า Phuket is the most beautiful island in Thailand.คุณสามารถตอบได้เลยว่า You can say that again.
ตากแดด
หลบลี้ไม่ได้เลยเพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อนมีแสงแดดแรงส่องตลอด เป็นตัวการหลักๆ ของผิวหน้าหมองคล้ำขมุกขมัว การหลีกเลี่ยงก็เจอแดดเป็นวิธีที่ดีที่สุดซึ่งบางทีก็ทำไม่ได้ อีกวิธีที่ช่วยได้การทาครีมกันแดดโดยมีข้อระวังอยู่ว่าควรเลือกให้เหมาะกับสภาพแสงแดดที่เจอด้วย สุดท้ายใช้ผลิตภัณฑ์สครับช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ทำได้ตัดปัญหาไปได้กว่าครึ่งเลยนะ\
ล้างหน้าไม่สะอาด สิ่งสกปรกหรือสารตกค้าง
เซลล์ผิวหน้ามีการผลัดอยู่ประจำ การทำความสะอาดใบหน้าในแต่ละวันก็เป็นขจัดเซลล์ผิวเก่าเพื่อให้เซลล์ผิวใหม่ได้แจ้งเกิดแบบกระจ่าง อีกปัญหาเมื่อเราทำความสะอาดไม่เพียงพอคือ จะเหลือสิ่งสกปรกหรือสารตกค้างจากการทำความสะอาดหน้า ส่งผลให้สิวเกิดการระคายเคืองเป็นสิวได้ การเลือกผลิตภัณฑ์ล้างหน้าก็เป็นสิ่งสำคัญนอกจากจะมีสารบำรุง ทำความสะอาดได้หมดจรด ต้องไม่สร้างความระคายเคืองผิวหน้าด้วยครับ
ขาดน้ำ
ผิวแห้งเสียลอกล่อน ผิวแห้งกร้านไม่มีน้ำมีนวล เป็นผลมาจากความแห้งแล้งของผิวที่ขาดน้ำ นอกจากระดมวิตมินเขาสู่ผิว ควรนำสิ่งธรรมชาติที่ขาดไม่ได้อย่างน้ำเข้าสู่ผิวด้วยการดื่มน้ำให้เพียงพอ ใบหน้าจะได้สดชื่นไม่หมองครับ
เครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ
เครียด ใครๆ ก็รู้ว่าสุขภาพจะแย่ ไม่เว้นสุขภาพผิวหน้าของเราด้วย ทำให้แก่ไว, สิวขึ้น, มีริ้วรอยอีก ส่วนการพักผ่อนไม่เพียงพอหมายถึงการให้เวลาร่างกายซ่อมแซมหรือขจัดของเสียออกน้อยเกินไป ส่งผลกระทบต่อผิวหน้าทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ
1. ซีเรียล ซีเรียลที่ไม่มีตัวการ์ตูนอยู่บนหน้ากล่อง ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะไม่อ้วนนะ พวกซีเรียลที่หน้ากล่องอ้างว่า 0% แคลอรี มีรูปหัวใจแข็งแรงแปะไว้เด่นๆ หรือมีตราเหรียญทองรับรองสุขภาพอะไรเทือกๆ นั้น ก็ไม่ได้ทำให้มันกลายเป็นอาหารลดน้ำหนักแต่อย่างใด เพราะใน 1 ถ้วยที่เรากิน บางยี่ห้อมีน้ำตาลเยอะกว่าพวกซีเรียลที่หน้ากล่องเป็นการ์ตูน แล้วมีหลากสีเสียอีก 2. ซีเรียลธัญพืช คนเรามักจะเชื่อสนิทใจว่าอาหารหรือขนมที่จะซื้อนั้นไม่อ้วน ถ้าได้รับการรับรองจากกลุ่มหรือองค์กรสุขภาพอะไรสักอย่าง (ประเภทมีตรา fitness ที่เราไม่เข้าใจ แปลไม่ออก แปะไว้หน้ากล่อง) ขอบอกว่า เจ้าพวกนี้แหละ ที่ควรจะสงสัยเอาไว้ก่อนเลย โดยเฉพาะเวลาจะซื้อซีเรียลธัญพืช เชื่อไหมว่า ซีเรียลธัญพืชที่วางขายเกือบทั้งหมด ถ้ากินไป 1 ชาม เราจะได้ปริมาณน้ำตาล เกือบจะเท่าคุ้กกี้ 1 ถาด!!! 3. ขนมปังวีต (Wheat Bread) เพราะคนเราชินกับขนมปังแผ่นขาวๆ นุ่มๆ มากกว่า จึงไม่แปลกที่หลายคนจะกินขนมปังวีต หรือโฮลวีตแทบไม่ได้ เนื่องด้วยความแข็งและรสชาติอย่างกับกินดิน แต่ยังไงก็ต้องกล้ำกลืนกินเข้าไป เพราะรับรู้มาว่ามันดีต่อสุขภาพและไม่อ้วน ด้วยเหตุนี้เอง บริษัทผู้ผลิตขนมปังโฮลวีตทั้งหลาย ที่กลัวจะเสียลูกค้าไป จึงจงใจผสมน้ำตาลลงไป เพื่อกลบรสชาติแปลกเฝื่อนของมัน และทำให้คล้ายกับขนมปังขาวๆ นุ่มๆ พวกนั้น แน่นอน...ผลก็คือ มันก็อ้วนพอๆ กับขนมปังขาวนั่นแหละ 4. แครกเกอร์ ขนมปังอบแห้งแข็งๆ แผ่นเล็กที่มักจะไม่มีรส หรือมีรสเค็ม รู้ไหมว่ามันก็มีน้ำตาลผสมอยู่ด้วย จริงๆ แล้วน้ำตาลที่ใส่เข้าไปนั้นไม่ได้มีจำนวนมากเท่าไหร่ แต่ปัญหามันเกิดก็ตรงที่น้ำตาลมาเจอกับแป้งล้วนๆ นี่แหละ แครกเกอร์ผลิตจากแป้งล้วนๆ เมื่อกินเข้าไปแล้ว มันจะกลายเป็นแป้งชนิดย่อยเร็ว บวกกับน้ำตาลที่ผสมอยู่ด้วย ทำให้ตับอ่อนของเราต้องทำงานหนักขึ้นเป็นสองเท่า เพื่อปล่อยอินซูลินจำนวนมากออกมารักษาระดับน้ำตาลในเลือด ในร่างกายปกติ มันก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าร่างกายใครไม่ปกติ โดยเฉพาะมีปัญหาเรื่องตับ หรือเป็นเบาหวาน รับรองว่าเกิดปัญหาใหญ่แน่ ทางแก้ถ้าอยากกินมากๆ ก็คือ ควรหาแครกเกอร์แบบไร้น้ำตาลมากินแทน ซึ่งก็ต้องอ่านฉลากส่วนผสมให้ดีๆ 5. อาหารเสริมแบบแท่ง ยุคปัจจุบันเป็นยุคที่ผู้คนใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น จึงไม่แปลกที่อาหารเสริม (ซึ่งทุกคนเข้าใจไปเองว่า) อุดมไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ และสารอาหารอื่นๆ จะได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งมันก็จริงนะ เจ้าแท่งอาหารเสริมพวกนี้มีโปรตีน ไฟเบอร์ สูงอย่างที่ผู้ผลิตอ้าง แต่ข่าวร้ายที่พี่อิงจะขอเสริมก็คือ น้ำตาลมันก็สูงมากด้วย! แล้วผู้ผลิตแก้ปัญหานี้ยังไง? เขาก็ซ่อนเจ้าน้ำตาลตัวร้ายไว้ภายใต้ชื่อหรูหราดูดีมีประโยชน์ เช่น crystalline fructose (ผลึกฟรุกโตส), brown rice syrup (น้ำเชื่อมข้าวแดง) สิ่งเดียวที่ผู้บริโภคทำได้ก็คือ พยายามเลือกกินอาหารเสริมแบบแท่งที่มีโปรตีน ไฟเบอร์ รวมถึงไขมันที่มีประโยชน์ และมีน้ำตาลผสมอยู่น้อยที่สุด 6. โยเกิร์ต มีเรื่องหนึ่งที่หลายๆ คนยังไม่เคยรู้ นมวัวเป็นผลผลิตจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียวที่มีรสหวานโดยธรรมชาติ ทำให้หลายๆ คนที่กำลังลดความอ้วนไม่ยอมดื่มนม แต่ไม่ยักจะหยุดกินโยเกิร์ต แถมยังชอบสุดๆ เวลาได้สัมผัสกับรสหวานนุ่มเย็นๆ ใจก็คิดไปว่ากินโยเกิร์ตไม่อ้วนๆ เรื่องจริงก็คือ ถ้าเราไม่อ่านฉลากส่วนผสม เราจะไม่มีวันรู้เลยว่าโยเกิร์ตที่บอกว่าจากธรรมชาติล้วนๆ ไม่เสริมแต่งเนี่ย มันธรรมชาติจริงไหม ซึ่งส่วนใหญ่ที่วางอยู่บนเชลฟ์มักจะผสมโน่นนี่มาแล้วแหละ เพื่อให้รสชาติอร่อยถูกปากผู้บริโภคมากขึ้น ดังนั้นก่อนซื้อ ควรอ่านฉลากให้ดีๆ จะได้ไม่ถูกหลอกด้วยคำโฆษณา 7. เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ น้อยคนจะคิดถึงอันตรายจากน้ำตาลปริมาณมากที่ผสมอยู่ในเครื่องดื่มพวกนี้ ผู้ผลิตมักโฆษณาว่าเครื่องดื่มของเขาดีต่อสุขภาพอย่างโน้นอย่างนี้ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทำจากธรรมชาติ เพิ่มพลังงาน คลายเครียด เต็มไปหมด แต่อย่างเดียวที่ผู้ผลิตไม่ยอมบอกก็คือ น้ำตาลที่ผสมอยู่ในแต่ละขวดสูงเกินมาตรฐานไปแค่ไหน ทุกคนอาจแอบเถียงว่า ตอนดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นทันที หรือร่างกายดีขึ้นอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ให้รู้ไว้เถอะว่า ร่างกายก็ต้องทำงานหนักมากเพื่อรับมือกับปริมาณน้ำตาลที่เพิ่มสูงอย่างผิดปกติหลังจากดื่มเข้าไปแล้ว อ่านต่อ : http://www.dek-d.com/content/lifestyle/24281/7-อาหารลดน้ำหนัก-ที่ยิ่งกินยิ่งอ้วน.php#ixzz1Ibz60zN9
หลังจากจบการศึกษา Jules Verne ได้ค้นพบความสามารถที่แท้จริงของเขา นั่นก็คือการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ เขาชอบอยู่ในโลกของการเดินทางและผจญภัยไปในยังพื้นที่ที่ยังไม่มีใครเคยพบ ทำให้เขามีความสุขกับทุกอักษรที่เขาเขียนออกมา แต่กระนั้นคุณพ่อของ Jules Verne ก็ไม่พอใจในการเอาดีทางด้านการเขียนนิยายของลูกชายตนเองสักเท่าไร จึงไม่ให้ความสนับสนุนทางด้านการเงินกับ Jules Verne อีก และในช่วงเวลานั้น Jules Verne ได้พบรักกับหญิงม่ายลูกสอง และแต่งงานกันเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ.1857 ภรรยาของเขาคอยสนับสนุนและให้กำลังใจในงานเขียนของเขามาเสมอ
สำหรับผลงานของ Jules Verne นั้นชอบเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ พื้นที่ อากาศ การเดินทางไปอวกาศ และโลกใต้น้ำซึ่งหนังสือของเขามักจะมีการเดินทางที่น่าตื่นเต้นเสมอ อีกทั้งหนังสือบางเล่มของเขายังได้ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์อีกด้วย และ Jules Verne ได้มีการเปลี่ยนแปลงแนวการเขียนมาโดยตลอดเพื่อให้ทันกับยุคสมัยในตอนนั้น เริ่มแรกที่เขาเขียนนิยายโดยอิงวิทยาศาสตร์จนเกินไป แต่พักหลังเขานำเรื่องราวชีวิตสอดแทรกการผจญภัยในนิยายนั้น ๆ จนทำให้นิยายของเขาได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก อีกทั้งนิยายบางเล่มได้ถูกนำไปสอดแทรกในเนื้อหาวิชาเรียนต่าง ๆ อีกด้วย หลังจากนั้นเขาก็ได้สรรค์สร้างงานเขียนมากมายและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของคนรุ่นหลัง อาทิ หนังสือการเดินทางไปยังศูนย์กลางของโลก (ค.ศ.1864) และ หนังสือทั่วโลกในแปดสิบวัน (ค.ศ.1873) จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นบิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ปี 1905 Jules Verne ก็เสียชีวิตลงด้วยโรคเบาหวาน สำหรับงานเขียนของเขาลูกชายและภรรยานั้นเป็นผู้ดูแลจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นตำนาน
เรื่องย่อ
เจ้าชายน้อยได้ออกเดินทางเพื่อค้นหาถึงคุณค่าของมนุษย์โดยได้พบกับผู้คนมากหน้าหลากหลาย และเห็นพฤติกรรมที่ไร้คุณค่าอย่างแท้จริง จนกระทั่งมาพบกับคนจุดแสงตะเกียงที่ทำคุณประโยชน์ให้กับเพื่อนมนุษย์นี้เองที่ทำให้เจ้าชายน้อยเกิดความประทับใจ
ตัวละครสำคัญ
เจ้าชายน้อย (le Petit Prince)
พระราชา (le roi)
ดอกไม้ที่เจ้าชายน้อยเคยดูแล
จอมหยิ่ง (le vaniteux)
ชายขี้เมา (le buveur)
นักธุรกิจจอมละโมบ (le businessman)
คนจุดแสงตะเกียง (l'allumeur de réverbères)
นักภูมิศาสตร์ (le géographe)
เจ้าชายน้อย
เมื่อ ตอนฉันอายุได้ ๖ ขวบ ฉันได้เห็นรูปภาพจับใจรูปหนึ่งในหนังสือเกี่ยวกับป่าดงดิบชื่อว่า "ประวัติชีวิตธรรมชาติ" รูปนั้นเป็นรูปงูเหลือมกำลังกลืนสัตว์ป่า นี่คือรูปลอกของภาพนั้น
ในหนังสือเขาบรรยายไว้ว่า "งูเหลือมกลืนเหยื่อของมันเข้าไปทั้งหมดโดยไม่เคี้ยวเลย ถัดจากนั้น มันก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้และนอนย่อยอาหารอยู่ตลอดเวลา ๖ เดือน" ฉันติดใจเรื่องการผจญภัยในป่าทึบมาก จึงได้หัดวาดภาพด้วยดินสอสีจนสำเร็จ นี่คือรูปภาพรูปแรกของฉัน
ฉันอวดผลงานชิ้นเยี่ยมนี้แก่ผู้ใหญ่ และถามเขาว่ารูปของฉันทำให้เขากลัวไหม พวกเขาก็ตอบว่า "ทำไมหมวกทำให้คนกลัวเล่า" รูปภาพของฉันไม่ได้เป็นรูปหมวก แต่เป็นรูปงูเหลือมที่กำลังนอนย่อยช้างที่มันกลืนเข้าไป ฉันจึงต้องวาดรูปภายในงูเหลือมเพื่อให้พวกผู้ใหญ่เข้าใจ เพราะพวกนี้ต้องการคำอธิบายเสมอ รูปวาดที่ ๒ ของฉันจึงเป็นดังนี้
นี่แค่ตัวอย่างนะคะ ถ้าใครชอบบ ก็ลองไปหาอ่านได้นะ
http://olddreamz.com/bookshelf/prince/littleprince.html