หนัง 4D มีดีอะไร


เจ้า 4D มีดีไม่ใช่เล่นเลยล่ะ

ตัวภาษาอังกฤษ "D" ที่ต่อท้ายตัวเลข มาจากคำว่า Dimension หมายถึง มิติ ดังนั้น ภาพยนตร์ 4D ก็หมายถึงเป็นภาพยนตร์ 4 มิติ ซึ่งมันจะมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากแบบเดิมๆ อยู่มากทีเดียว
ตามโรงหนังธรรมดาที่มีอยู่ทั่วไป จะเป็นรูปแบบ 2D(เป็นรูปแบบปกติ ไม่ค่อยมีใครเรียกว่า 2D) คือ ภาพที่เราจะมองเห็นได้แค่ด้านกว้างและด้านยาวเท่านั้น แต่พอ 3D เริ่มเข้ามา ก็จะเป็นภาพที่มีมิติด้านลึก เนื่องจากเครื่องฉายแสดงผลภาพเร็วขึ้น จาก 24 fps เป็น 48 fps หรือ 72 fps บวกกับเทคนิคทางแสงและประมวลผล ทำให้ตาสองข้างของเรามองเห็นภาพต่างกัน ภาพที่เรามองเห็นจึงสมจริงมากขึ้น เพราะมีมิติที่ทำให้เราเห็นภาพนูนออกมาจากจอ โดยจะต้องมีตัวช่วยสำคัญอย่างแว่นสามมิติร่วมด้วย ถ้าเราไม่ใส่แว่นนี้ขณะดู ก็จะเห็นเป็นภาพมัวๆ ซ้อนๆ กันอยู่ แต่พอเราใส่ปุ๊บ มันจะชัดขึ้น เสมือนเราเข้าไปอยู่ในนั้น เช่น เวลาตกเหว อาจจะรู้สึกตกเหวลงไปจริงๆ หรือเวลาในฉากเขวี้ยงอะไรออกมา มันก็เหมือนสิ่งของพวกนั้น พุ่งมาใส่ตัวเราจริงๆ จนบางครั้งแอบมีเอี้ยวตัวหลบด้วย แต่หลายคนอาจจะต้องปวดหัวกับการใส่แว่นไปเลยก็มี

น้องๆ อาจจะสงสัยต่อว่า สามมิตินี่มันก็สุดแล้วไม่ใช่หรอคะ มิติที่ 4 คืออะไร?

ก่อนภาพยนตร์ 4D จะเข้ามาที่ไทย เคยบูมมากๆ ที่เกาหลี หลังจากนั้นไม่นานก็เข้ามาที่ไทยแล้ว แต่ไม่รู้ว่าบูมรึป่าว > สำหรับหนัง 4D ก็คือ ภาพยนตร์ 3 มิติ แต่เพิ่มมิติที่ 4 คือพวกสัมผัสและสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย อย่างที่พี่มิ้นท์เกริ่นไปตอนเริ่มบทความแล้วว่า มีทั้งการสั่น ลม ละอองน้ำ ฯลฯ ซึ่งเทคโนโลยี 4D มันจะล้ำกว่าแบบ 3D ตรงที่มันจะเพิ่มเอฟเฟคต่างๆ ที่เหมือนพาเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในหนังเลย โดยจะเกิดจากเทคนิคต่างๆ ที่ติดตั้งไว้ในโรงหนัง กลไกของมันจะทำงานสัมพันธ์กับจังหวะเอฟเฟคที่เกิดขึ้นในหนัง คนดูก็จะอินมากๆ
ในส่วนของเก้าอี้นั่ง ก็สามารถเคลื่อนไหวได้ โยกซ้ายขวา หน้าหลัง สั่น เขย่า เป่าลม สะกิดก็ได้ด้วย (หลอนมาก) ส่วนเทคนิคการสร้างบรรยากาศ ก็จะมีละอองน้ำ กลิ่น แสง ยกตัวอย่าง เช่น ฉากระเบิด ถ้ามันแรงมาก เก้าอี้ที่เรานั่งก็จะสั่น มีกลิ่นไหม้ มีความร้อนแฝงมาเบาๆ เหมือนเหตุการณ์ระเบิดอยู่ตรงหน้าเราจริงๆ ฉากฝนตก ก็จะมี ละอองน้ำให้เราชุ่มฉ่ำเล็กๆ น้อยๆ อาจจะมีสายฟ้าฟาด เป็นแสงแว้บออกมา หรือตอนที่พี่มิ้นท์ดู มีฉากแมงมุมแตกรัง ก็จะมีเอฟเฟคมาขยุกขยิกอยู่ใต้ขา สารภาพบาปเลยว่าตอนนั้นตกใจกรี๊ดด้วย ฮ่าๆ ทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งเองนะ แค่นึกก็สนุกแล้วใช่มั้ยล่ะ



ดังนั้นด้วยเอฟเฟคตระการตาขนาดนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ที่หนังที่ฉายด้วยระบบนี้ จะเป็นหนังแนวแฟนตาซี หรือไม่ก็แอ็คชั่น เพราะมีฉากน่าตื่นเต้นเยอะ คนดูก็จะได้สนุกมากยิ่งขึ้น เช่น หนังฟอร์มยักษ์อย่าง Transformers 3 เป็นต้น สำหรับหนังไทยก็แว่วๆ มาว่าบางเรื่องจะผลิตมาในรูปแบบ 4D ด้วย ว้าวว!! 4D มีดีเยอะแยะเลยล่ะ


แต่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ก็ย่อมมาพร้อมกับราคาที่แพง ค่าตั๋วในโรงหนังแบบ 4D ก็ตกประมาณ 400 - 500 บาท ซึ่งแพงกว่าปกติหลายเท่า พี่มิ้นท์คิดว่าดูเพื่อเอาประสบการณ์ก็พอ ให้รู้ว่ามันสนุก เจ๋งแค่ไหน เพราะถ้าดูมากๆ ก็เปลืองเงินพ่อแม่โดยใช่เหตุนะคะ

แอปเปิ้ลเปลี่ยนสี ป้องกันได้!!


... ว่าแล้วตอนช่วงปีใหม่พี่มิ้นท์ก็มีข้อสงสัยที่เกี่ยวกับวิทย์ๆ อยู่อย่างนึงค่ะ คือ เวลาปอกแอปเปิ้ลกินเนี่ย ยังไม่ทันจะได้กินเลย มันก็ดำๆ เหลืองๆ ซะแล้ว น้องๆ รู้มั้ยคะ ว่ามันเป็นเพราะอะไร แล้วจะมีวิธีแก้ปัญหานี้ยังไง พี่มิ้นท์เอาคำตอบมาฝากกันด้วยค่ะ~~

ปกติแอปเปิ้ลจะมีเปลือกสีแดงหุ้มอยู่ ซึ่งประกอบไปด้วยสารแอนติออกซิเดนท์โพลีฟีนอลหลายชนิด หน้าที่ของมันช่วยป้องกันอันตรายจากแสงแดดและอากาศด้านนอกที่จะมีต่อเนื้อแอปเปิ้ล เนื้อแอปเปิ้ลก็เลยดูขาวสะอาด น่ากินตลอดเวลา ดูๆ ไปเปลือกก็คล้าย เกราะคุ้มกันภัยดีๆ นี่เอง


แต่เมื่อใดก็ตามที่เราปอกเปลือกทิ้ง อากาศภายนอกจะได้ลองลิ้มชิมรสกับเอนไซม์และสารที่อยู่ตรงผิวของแอปเปิ้ล จนเกิดเป็นสีน้ำตาลหรือดำอย่างที่เราเห็นเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ปฏิกิริยาสีน้ำตาล
"ปฏิกิริยาสีน้ำตาล" (Enzymatic Browning Reaction) คือ ปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดจากเอนไซม์ในเซลล์ของผักหรือผลไม้ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ซึ่งเอนไซม์จะเป็นโปรตีนที่มีหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี ผลของมันก็คือ ทำให้เนื้อของผักผลไม้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ผลไม้ที่เจอกันบ่อยๆ ได้แก่ แอบเปิ้ล สาลี่ กล้วยหอม มังคุด เป็นต้น สังเกตมั้ยว่าส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ที่มีเนื้อสีขาว พอมันกลายเป็นสีน้ำตาล จึงแลดูไม่น่ากิน คล้ายๆ กับช้ำ หลายคนเข้าใจผิดคิดว่ามันช้ำ แต่ความจริงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด
วิธีป้องกันไม่ให้มันดำก็ยังมีอยู่เหมือนกัน คือ เมื่อปอกเสร็จแล้วก็เอาไปแช่น้ำเกลืออ่อนๆ ซึ่งน้ำเกลือจะเป็นตัวตายตัวแทนฉาบเนื้อแอปเปิ้ลเอาไว้ ออกซิเจนก็จะเข้ามาทำปฏิกิริยาสีน้ำตาลไม่ได้ เนื้อแอปเปิ้ลของเราก็จะขาวจั๊วะเหมือนเดิมแล้ว (วิธีนี้เอาไปประยุกต์ใช้กับผลไม้ชนิดอื่นๆ ได้เหมือนกัน ยกเว้นกล้วย... เอิ่ม คงไม่มีใครปอกกล้วยแล้วกินทีหลังใช่มั้ยอะ O_O )

หรือง่ายๆ ถ้าไม่อยากให้แอปเปิ้ลดำ ก็ปอกแล้วกินทันที หรือ ไม่ต้องปอกเปลือกเลยค่ะ ฮ่าๆ (ไม่ได้กวนประสาทนะ) รู้มั้ยว่าเปลือกแอปเปิ้ลมีประโยชน์มากมายเลย เรียกว่ามีสารอาหารที่สาวๆ ต้องการอยู่เยอะทีเดียว รวมถึงยังช่วยป้องกันมะเร็งได้อีกด้วย เห็นแบบนี้แล้ว คราวหน้ากินแอปเปิ้ลยังจะปอกเปลือกอยู่อีกมั้ย (ตอบ - ปอกเหมือนเดิม!!!)

ทำไมเมืองไทยไม่มีหิมะตก


ทวีปเอเชียเป็นทวีปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กินพื้นที่ตั้งบริเวณเส้นศูนย์สูตรไปจนถึงบริเวณขั้วโลกเหนือ อยู่ระหว่างเส้นละติจูดที่ 77 องศา 45 ลิปดาเหนือ ถึง 1 องศา 45 ลิปดาเหนือ และเส้นลองติจูดที่ 169 องศา 40 ลิปดาตะวันตก ถึง 26 องศา 4 ลิปดาตะวันออก โดยปกติเส้นละติจูดจะทำให้เรารู้สภาพอากาศของต่ำแหน่งประเทศนั้นๆ โดยตำแหน่งที่ตั้งที่มีค่าละติจูดต่ำ ก็จะมีอุณหภูมิสูงกว่าต่ำแหน่งพื้นที่ที่อยู่ละติจูดสูงกว่า เพราะอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมากกว่านั่นเอง ด้วยความกว้างขวางขนาดนี้ ทวีปเอเชียจึงมีความหลากหลายทางสภาพภูมิอากาศ เรียกว่ามีตั้งแต่ร้อนแห้งแล้งแบบทะเลทราย ไปจนถึงหนาวแบบขั้วโลก เลย



ถ้าน้องๆ ยังจำได้ตอนเรียนวิชาภูมิศาสตร์ จะรู้ว่าประเทศไทยตั้งอยู่ระหว่างเส้นละติจูด 5 องศา 37 ลิปดาเหนือ ถึง 20 องศา 25 ลิปดาเหนือ เรียกว่า อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรขึ้นมาเพียงนิดเดียว ซึ่งถือว่าเป็นเขตร้อนชื้น โดยรวมอากาศมาตรฐานของไทยก็จะอบอ้าว สลับกันระหว่างร้อนกับฝนตก ถ้าร้อนก็จะร้อนตับแตก ถ้าฝนก็มีมรสุมหลายชนิด ถ้าหน้าหนาว ก็ให้ได้รู้สึกเย็นบ้างพอเป็นพิธี ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ โดยภาคเหนือจะหนาวที่สุด ส่วนภาคใต้จะไม่ค่อยหนาว เน้นฝนตกอย่างเดียว หลังจากนั้นก็กลับมาใช้ชีวิตแบบร้อนๆ ตามเดิม

ด้วยสภาพภูมิอากาศแบบนี้ก็พอจะอธิบายได้ว่า เมืองไทยยังหนาวไม่พอที่หิมะจะตกลงมาได้ เพราะหิมะจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่ออยู่ในชั้นบรรยากาศที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 0 องศา หรือถ้ามีฝนตกร่วมด้วยก็อาจจะไม่ต้องถึง 0 องศา เพราะบรรยากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสม

ถ้าจะอธิบายง่ายๆ หิมะ ก็คือ การรวมตัวของละอองน้ำในบรรยากาศ ที่ควบแน่นและตกลงมา ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายๆ ฝนค่ะ แต่จะแตกต่างตรงที่เมื่อละอองน้ำเจออากาศเย็นและมีความชื้นที่พอเหมาะ ก็เลยตกลงมาในรูปของผลึกน้ำแข็งนั่นเอง

ดังนั้นพื้นที่ที่จะเกิดหิมะได้ ก็จะต้องอยู่ใต้เส้น Tropic of capricron ในซีกโลกใต้ หรือ อยู่เหนือเส้น Tropic of cancer ขึ้นไปในซีกโลกเหนือ ซึ่งประเทศจีน รัสเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น อยู่เลยเส้นนี้ จึงมีหิมะตกได้ ส่วนประเทศไทยของเราล่ะ อยู่ตรงโซน Equator ซึ่งใกล้เส้นศูนย์สูตรพอดี๊พอดี ก็เลยไม่มีหิมะจ้า (ดูรูปประกอบด้านบน)

ทรงผม บอกนิสัย

ผู้หญิงสมัยนี้ เปลี่ยนทรงผมเร็วยิ่งกว่าอะไรดี แต่ถึงยังไง ก็ต้องมีทรงโปรดที่ไว้แล้วไว้อีกรีเทิร์นกลับมาทุกซีซั่น ทรงผมของคุณมีความลับซ่อนอยู่ด้วยนะ ก็แต่ละทรงแต่ละลุคบ่งบอกนิสัยใจคอแม่นเหลือเชื่อ!



ผมยาวและตรง
เป็นทรงยอดฮิตของผู้หญิงทุกยุคทุกวัย ถ้าคุณชอบไว้ผมยาวตรงเป็นชีวิตจิตใจ แปลว่าคุณเป็นนักปฏิบัติค่ะ เป็นคนมีความพยายามและอดทนสูง ชอบท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ซื่อสัตย์และจริงใจมาก


ผมยาวดัดเป็นลอน
สาวคนไหนชอบดัดผมเป็นลอนสไตล์เซ็กซี่ บ่งบอกค่ะว่า คุณเป็นคนช่างฝัน โรแมนติก อารมณ์ดี มีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก เป็นมิตรกับทุกคน ไว้เนื้อเชื่อใจคนง่าย และเก็บความลับไม่เก่ง

ผมยาวประบ่า
คุณเป็นคนนิสัยกระตือรือร้น เปิดเผยและแสดงออกตรงไปตรงมา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม มีความอดทนสูง และจริงใจ คิดอะไรอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

ผมบ๊อบสั้น
เป็นทรงฮิตของเวิร์กกิ้ง วีเมนตัวจริงเลยค่ะ! คุณบ้างานสุดๆ ชอบช่วยเหลือบริการคนอื่น จิตใจดี รักความยุติธรรม ชอบของสวยๆ งามๆ

ผมซอยสั้น
น่าปรบมือให้จริงๆ ค่ะ! คุณเป็นคนที่ติดดินมาก ชอบทำอะไรสบายๆ ใส่ใจ เรื่องสุขภาพร่างกาย มากกว่า ความสวยงาม เป็นคนคล่อง แคล่ว บางครั้งออกจะใจ ร้อน มีโลกส่วนตัวสูง ลึกๆเป็นคนใจอ่อน ขี้สงสารมั่กๆ

ไขความลับ "กรุ๊ปเลือด"



การที่คนมาการันตีความแม่นว่า กรุ๊ปเลือดนี้เป็นแบบนี้จริงๆ แสดงให้เห็นว่า ในแต่ละกรุ๊ปเลือดมีลักษณะเฉพาะที่ทำให้คนเรามีความเหมือนกัน ทั้งนิสัยความคิด การแสดงออก และกรุ๊ปเลือดนั้นก็จะแตกต่างจากกรุ๊ปเลือดอื่นด้วย เรียกว่าเป็นเสน่ห์ของคนแต่ละกรุ๊ปเลือดเลยล่ะ ไม่เชื่อลองไปถามเพื่อนๆ ที่กรุ๊ปเลือดเดียวกับเราดูว่า มีอะไรที่เหมือนกันบ้าง
หลายคนสงสัยว่า ทำไมเราถึงอยู่กรุ๊ปเลือดนี้ ทำไมอยู่อีกกรุ๊ปไม่ได้ แบบว่าชอบตัว B อะ อยู่ B ได้มั้ย ไม่อยากอยู่ O เลย!! กรุ๊ปเลือดเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดถูกกำหนดมาโดยพันธุกรรม ซึ่งน้องๆ สามารถไปเช็คกับพ่อแม่ได้เลย อย่างน้อยเราจะต้องตรงกับใครซักคน แต่สำหรับน้องๆ ที่กรุ๊ปเลือดไม่ตรงกับพ่อแม่ก็อย่าเพิ่งตกใจไป มันก็มีโอกาสเหมือนกันที่เราจะไม่ตรงกับพ่อแม่ เช่น ถ้าพ่อแม่ กรุ๊ปเลือด A+B ลูกก็สามารถเป็นได้ทุกกรุ๊ป เป็นต้น

แล้วกรุ๊ปเลือดมีความสำคัญยังไงกับชีวิตล่ะ??


จริงอยู่ที่ทุกคนก็มีเลือดไหลเวียนอยู่ในร่างกาย และเลือดก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิต ถ้าเลือดไหลไม่หยุด หรือเสียเลือดมากๆ อาจถึงตายได้ ส่วนกรุ๊ปเลือดหรือหมู่เลือดเนี่ย เป็นเพียงการจำแนกเลือดออกเป็นหมวดหมู่ อาจดูไม่สำคัญอะไรมาก แต่จริงๆ แล้วการแยกแยะหมวดหมู่จำเป็นมากๆ ในกรณีที่ ถ้าเราเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องการเลือด เราไม่สามารถเอาเลือดใครมาใส่ก็ได้นะ เพราะเลือดแต่ละกรุ๊ปมีความแตกต่างกัน ต้องให้เลือดในกรุ๊ปเดียวกันหรือเป็นกรุ๊ปที่เราสามารถรับได้
กรุ๊ปเลือดมีมากกว่า 20 ระบบ แต่โดยทั่วไปที่นิยมใช้ จะมี 2 ระบบ คือ ระบบ ABO ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ตามที่เรารู้ๆ กัน คือ กลุ่ม A B AB และ O (กรุ๊ป O พบมากที่สุด ส่วน AB น้อยที่สุด) ส่วนอีกระบบคือ ระบบ RH มี RH+ และ RH-


สำหรับหมู่เลือดระบบ ABO ถูกกำหนดโดยสารแอนติเจนที่อยู่บนผิวเม็ดเลือดแดง ซึ่งแอนติเจน เป็นโปรตีนสำคัญที่อยู่ในเม็ดเลือดแดง กระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี้ ซึ่งสารสองตัวนี้สำคัญมากๆ ในการถ่ายเทเลือดจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง เพราะหากแอนติเจนกับแอนติบอดี้เข้ากันไม่ได้ คนที่ได้รับเลือดตรงนั้นไป จะทำให้เม็ดเลือดแดงแตก จนถึงขั้นตายได้ ดังนั้นเวลาเราไปบริจาคเลือด หรือเราจะรับเลือดมา เค้าถึงถามเราว่าอยู่กรุ๊ปเลือดอะไร เพื่อที่นำไปใช้อย่างถูกต้องนั่นเอง ทีนี้มาดูกันว่า กรุ๊ปเลือดไหนเข้ากับเลือดกรุ๊ปไหนได้บ้าง

ข้อมูลนี้พี่มิ้นท์นำมาจากเว็บไซต์ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลค่ะ



หมู่เลือด A คือคนที่มีสารแอนติเจน A บนผิวเม็ดเลือดแดง ไม่มีสารแอนติเจน B (จึงสร้างสารต้านต่อแอนติเจน B (anti B) ) ดังนั้นสามารถรับเลือดกรุ๊ป A และ O ได้
หมู่เลือด B คือคนที่มีสารแอนติเจน B บนผิวเม็ดเลือดแดงและไม่มีสารแอนติเจน A (จึงสร้างสารต้านต่อแอนติเจน A (anti A) ) ดังนั้นสามารถรับเลือดกรุ๊ป B และ O ได้
หมู่เลือด AB คือคนที่มีทั้งสารแอนติเจน A และสารแอนติเจน B บนผิวเม็ดเลือดแดงและไม่สร้างสารต้านทั้งสองชนิด สามารถรับเลือดได้ทุกกรุ๊ป แต่ให้ใครไม่ได้เลย (กรี๊ดๆ)
หมู่เลือด O คือคนที่ไม่มีทั้งสารแอนติเจน A และสารแอนติเจน B บนผิวเม็ดเลือดแดง จึงสร้างสารต้านทั้งแอนติเจน A และแอนติเจน B สามารถให้เลือดได้ทุกกรุ๊ป แต่รับเลือดได้เฉพาะกรุ๊ป O เท่านั้น เป็นผู้ให้สุดๆ ไปเลย

เห็นความสำคัญของกรุ๊ปเลือดกันไปแล้ว พี่มิ้นท์มีของแถม มาดูกันว่ากรุ๊ปเลือดบอกความเป็นตัวตนของเราได้จริงๆ รึเปล่า



นิสัยคนกรุ๊ปเลือด O
- โกรธคนยาก เป็นคนอารมณ์ดี ชอบสร้างบรรยากาศให้สนุกสนาน
- เป็นกรุ๊ปที่ล่อด้วยของกิน ก็อยู่หมัด
- เวลามีการบ้านจะค่อยทำเมื่อใกล้ถึงวันส่ง
- เห็นเพื่อนสำคัญกว่าแฟน
- เวลาได้รับคำชม ตัวจะลอยขึ้นฟ้า แต่ก็เป็นแรงกระตุ้นให้ทำสิ่งนั้นๆ ต่อไป
- เกลียดคนชอบนินทาลับหลัง
- ชอบเป็นคนเปิดประเด็นเม้าท์ แต่เวลาปิดให้คนอื่นปิด


นิสัยคนกรุ๊ปเลือด A
- มีคำพูดเชือดเฉือนหัวใจได้ตลอดเวลา
- เกลียดการเปลี่ยนแปลง
- ซุ่มซ่าม
- ถ้าฟิวส์ขาดขึ้นมา จะน่ากลัวมาก
- เป็นคนแข็งๆ เพราะทำตามกฎระเบียบของสังคมแบบตรงเป๊ะ
- ถึงจะดูไม่ค่อยหนักแน่นเท่าไร แต่ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายได้ดี

นิสัยคนกรุ๊ปเลือด B
- มีกฎของตัวเอง
- มักถูกใคร ๆ มองว่าเป็นพวกใช้ชีวิตง่าย ๆ สบาย ๆ แต่ที่จริงเป็นคนค่อนข้างคิดมาก
- มีความสามารถหลายอย่าง แต่ไม่เก่งซักอย่าง
- ชอบเฮฮากับคนหมู่มาก แต่บางทีก็ชอบอยู่คนเดียว มีโลกส่วนตัว
- เวลาซื้อของถ้าคนที่ไปด้วยเดินตามตลอดจะรู้สึกหงุดหงิด ยิ่งถ้าพนักงานตาม จะหนีเลย
- ถนัดการท่องจำ แต่ลืมง่ายและลืมเร็ว


นิสัยคนกรุ๊ป AB
- ไม่พยายามทำตัวสนิทสนมกับคนอื่น
- บางครั้งไม่สนใจคุณค่าของเงินเอาซะเลย ทำให้ตกอยู่ในสถานการณ์เลยตามเลยบ่อยครั้ง
- ดูแลคนอื่นได้ดี
- เกลียดการเสแสร้งจอมปลอมมาก ไม่ต้องการความดีจอมปลอมจากใคร
- ดูเหมือนว่าง่าย จริงๆ แอบหัวแข็งพอดู
- อาวุธประจำกายคือการพูดประชดประชัน

ไขความลับจากกรุ๊ปเลือดเป็นยังไงกันบ้าง ของพี่มิ้นท์กรุ๊ป O แหละ ก็ตรงทีเดียว น่าเหลือเชื่อมากๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นิสัยของคนเราก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู และสภาพแวดล้อมด้วย ดังนั้นคนบางคนอาจจะมีนิสัยที่แตกต่างจากคนกรุ๊ปเลือดเดียวกันก็ได้

แอปเปิ้ลเปลี่ยนสี ป้องกันได้!!


... ว่าแล้วตอนช่วงปีใหม่พี่มิ้นท์ก็มีข้อสงสัยที่เกี่ยวกับวิทย์ๆ อยู่อย่างนึงค่ะ คือ เวลาปอกแอปเปิ้ลกินเนี่ย ยังไม่ทันจะได้กินเลย มันก็ดำๆ เหลืองๆ ซะแล้ว น้องๆ รู้มั้ยคะ ว่ามันเป็นเพราะอะไร แล้วจะมีวิธีแก้ปัญหานี้ยังไง พี่มิ้นท์เอาคำตอบมาฝากกันด้วยค่ะ~~

ปกติแอปเปิ้ลจะมีเปลือกสีแดงหุ้มอยู่ ซึ่งประกอบไปด้วยสารแอนติออกซิเดนท์โพลีฟีนอลหลายชนิด หน้าที่ของมันช่วยป้องกันอันตรายจากแสงแดดและอากาศด้านนอกที่จะมีต่อเนื้อแอปเปิ้ล เนื้อแอปเปิ้ลก็เลยดูขาวสะอาด น่ากินตลอดเวลา ดูๆ ไปเปลือกก็คล้าย เกราะคุ้มกันภัยดีๆ นี่เอง
แต่เมื่อใดก็ตามที่เราปอกเปลือกทิ้ง อากาศภายนอกจะได้ลองลิ้มชิมรสกับเอนไซม์และสารที่อยู่ตรงผิวของแอปเปิ้ล จนเกิดเป็นสีน้ำตาลหรือดำอย่างที่เราเห็นเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ปฏิกิริยาสีน้ำตาล


"ปฏิกิริยาสีน้ำตาล" (Enzymatic Browning Reaction) คือ ปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดจากเอนไซม์ในเซลล์ของผักหรือผลไม้ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ซึ่งเอนไซม์จะเป็นโปรตีนที่มีหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี ผลของมันก็คือ ทำให้เนื้อของผักผลไม้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ผลไม้ที่เจอกันบ่อยๆ ได้แก่ แอบเปิ้ล สาลี่ กล้วยหอม มังคุด เป็นต้น สังเกตมั้ยว่าส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ที่มีเนื้อสีขาว พอมันกลายเป็นสีน้ำตาล จึงแลดูไม่น่ากิน คล้ายๆ กับช้ำ หลายคนเข้าใจผิดคิดว่ามันช้ำ แต่ความจริงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด


วิธีป้องกันไม่ให้มันดำก็ยังมีอยู่เหมือนกัน คือ เมื่อปอกเสร็จแล้วก็เอาไปแช่น้ำเกลืออ่อนๆ ซึ่งน้ำเกลือจะเป็นตัวตายตัวแทนฉาบเนื้อแอปเปิ้ลเอาไว้ ออกซิเจนก็จะเข้ามาทำปฏิกิริยาสีน้ำตาลไม่ได้ เนื้อแอปเปิ้ลของเราก็จะขาวจั๊วะเหมือนเดิมแล้ว (วิธีนี้เอาไปประยุกต์ใช้กับผลไม้ชนิดอื่นๆ ได้เหมือนกัน ยกเว้นกล้วย... เอิ่ม คงไม่มีใครปอกกล้วยแล้วกินทีหลังใช่มั้ยอะ O_O )

หรือง่ายๆ ถ้าไม่อยากให้แอปเปิ้ลดำ ก็ปอกแล้วกินทันที หรือ ไม่ต้องปอกเปลือกเลยค่ะ ฮ่าๆ (ไม่ได้กวนประสาทนะ) รู้มั้ยว่าเปลือกแอปเปิ้ลมีประโยชน์มากมายเลย เรียกว่ามีสารอาหารที่สาวๆ ต้องการอยู่เยอะทีเดียว รวมถึงยังช่วยป้องกันมะเร็งได้อีกด้วย เห็นแบบนี้แล้ว คราวหน้ากินแอปเปิ้ลยังจะปอกเปลือกอยู่อีกมั้ย (ตอบ - ปอกเหมือนเดิม!!!)

6 อาการกลัวทางจิตที่แทบทุกคนต้องมีอยู่ในตัว


Aphenphosmphobia (อะเฟนโฟซึ่มโฟเบีย) เป็นอาการกลัวของการถูกจับหรือถูกสัมผัส มักเกิดเมื่อเวลาถูกเพศตรงข้ามมาจับหรือสัมผัสร่างกาย โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอาการกลัวชนิดนี้ มักจะเคยมีประสบการณ์หรือความทรงจำเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ หรือแม้แต่เด็กผู้ชายที่เคยโดนลวนลามทางเพศก็มีอาการนี้ได้เหมือนกัน แต่ก็มีนะคะที่บางคนไม่เคยถูกคุกคามทางเพศหรอก แต่ก็มีอาการแบบนี้ คือไม่ชอบให้คนไม่สนิทอยู่ดีๆ มาจับตัว มาโดนตัว อารมณ์พวกโลกส่วนตัวสูง ชอบอยู่คนเดียว ไม่อยากยุ่งกับใครนอกจากคนที่สนิทกันจริงๆ เท่านั้น



Cacophobia (คาโค่โฟเบีย) เป็นอาการกลัวความน่าเกลียด คือจริงๆ ในโลกนี้คงไม่มีใครชอบอะไรที่น่าเกลียดอยู่แล้วใช่มั้ยคะ แต่คนที่มีอาการนี้จะกลัวแบบไม่มีเหตุผลเอาซะมากๆ โดยจะกลัวคนที่มีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว (ไม่ได้ว่าใครว่าหน้าตาน่ากลัวนะคะ แต่ต้นฉบับที่แปลมาเค้าเขียนว่า ugly people เลยอะค่ะ) รวมไปถึงกลัวสิ่งของหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่มองว่ามันน่ากลัว สาเหตุมาจาก ในอดีตน่าจะมีความหลังฝังใจในเรื่องที่เกี่ยวกับความน่าเกลียดน่ากลัว เช่น อาจเคยโดนแมลงสาบบินเข้าหาแล้วเกาะหน้าเกาะขาเป็นสิบๆ ตัวอะไรแบบนี้



Novercaphobia (โนฟเวอร์คาโฟเบีย) เป็นอาการกลัวแม่เลี้ยง สาเหตุคือเคยได้ยินหรือรับรู้ประสบการณ์จากคนรอบข้างหรือสื่อต่างๆ ว่าแม่เลี้ยงเป็นคนไม่ดี ชอบรังแกลูกเลี้ยง ... เห็นชัดเลยก็คือตามละครต่างๆ ที่แม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงไม่ถูกกัน บางเรื่องแรงหน่อย แม่เลี้ยงก็แอบมีชู้ แล้วหวังฮุบมรดกอะไรอีกสารพัด ทำให้หลายๆ คนมีทัศนคติในแง่ลบกับผู้หญิงที่เป็นแม่เลี้ยง เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจหรอกค่ะ เพราะคนรอบตัว พี่เป้ ที่มีแม่เลี้ยง ส่วนมากก็เหมือนไม่ค่อยจะถูกกับแม่เลี้ยงเท่าไหร่นะ เท่าที่สังเกต



Selenophobia (เซเลโนโฟเบีย) เป็นอาการกลัวดวงจันทร์ จะไม่กล้าจ้องมองดวงจันทร์นานๆ อาจเป็นเพราะตอนเด็กๆ เคยฟังนิทานเกี่ยวกับดวงจันทร์ที่มีแม่มดหรือเวทมนตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้คิดว่า บนดวงจันทร์มีแต่อะไรที่น่ากลัวและลึกลับ ..... ไม่แน่ใจว่ามีคนมีอาการนี้เยอะมั้ย แต่ตอนเด็กๆ ต้องเคยมีคนมองดวงจันทร์แล้วคิดแน่ๆ ว่า ดวงจันทร์จะลอยตามเราทำไมนะ !!



Coulrophobia (คูลโรโฟเบีย) เป็นอาการกลัวตัวตลก โดยเฉพาะตัวตลกที่แต่งหน้าแต่งตาแปลกๆ ทำให้เด็กๆ รู้สึกตกใจหรือคิดว่าเป็นคนแปลกหน้า (และหน้าแปลก) ที่ไม่เคยพบเจอ เชื่อเลยว่า เด็กๆ กว่า 70% ต้องเคยมีอาการนี้ตอนเด็กๆ แน่นอน แต่พอโตมาก็หายไปเอง แต่ถ้าใครโตแล้วและยังกลัวอยู่ แสดงว่ามีอาการของ Coulrophobia แล้วล่ะ



Hippopotomonstrosesquippedaliophobia (ฮิปโปโปโตมอนสโตรเซสควิปเปทาลีโอโฟเบีย) แค่ชื่ออาการก็สุดแสนจะยาวแล้วค่ะ แน่นอนว่าอาการนี้คือ อาการกลัวคำยาวๆ ถ้าใครเจอคำศัพท์หรือประโยคอะไรที่ยาวๆ แล้วเกิดอาการอึดอัด กลัว ไม่อยากจ้องมอง แน่นอนแล้วล่ะว่ามีอาการนี้แน่ๆ คาดว่าน้องๆ หลายคนน่าจะเป็นกันตอนสอบใช่มั้ย ฮ่าๆ เห็นแล้วอยากวิ่งออกไปอาเจียนนอกห้องสอบกันแทบทุกราย