ดูแลตัวเองตอนน้ำท่วม


สิ่งที่ต้องระวังให้มากเลยคือโรคภัยที่มากับน้ำ ลองคิดดูนะครับ ตอนแห้งๆ พวกแหล่งขยะหรือสิ่งปฏิกูลก็อยู่กันเป็นที่เป็นทางเน่าๆ ของมันไป แต่พอได้น้ำมาเป็นพาหนะ ก็เหมือนเชื้อโรคและความสกปรกมีขา สามารถนำพากันมาใกล้หนุ่มๆ มากขึ้น ดังนั้นน้ำท่วมที่ดูเหมือนไม่มีอะไร จะเป็นแหล่งเชื้อโรคชั้นดีเลย จะมีโรคอะไรที่หนุ่มๆ ต้องเฝ้าระวังบ้างตอนน้ำท่วมมาอ่านกันครับ



โรคทางเดินหายใจ ตอนน้ำท่วมนอกจากทางเดินหายไป หนุ่มๆ ต้องระวังเรื่องทางเดินหายใจด้วย สุดฮิตอย่าง หวัด หวัดใหญ่ ปอดบวมหนุ่มๆ จะมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดศีรษะ คัดจมูก มีน้ำมูก ไอ จาม เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร

การดูแลตัวเอง ดูแลร่างกายให้อบอุ่น (ใครโสดระวังขาดความอบอุ่น) ถ้าลงลุยน้ำก็ให้รีบขึ้นอย่าแช่นาน ไม่สวมเสื้อผ้าเปียกหรือชื้น ตอนไอหรือจามปิดปากและจมูกด้วยกระดาษชำระ ป้องกันการแพร่เชื้อ ล้างมือเป็นประจำ

โรคทางเดินอาหาร ช่วงนี้อาหารการกินต้องระวังกว่าปกติ เพราะอาจเป็นโรคอุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ อหิวาตกโรค บิด ไทฟอยด์ ลักษณะอาการจะ ถ่ายอุจจาระเหลว หรือถ่ายมีมูกเลือด ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร

การดูแลตัวเอง เวลานี้เจออาหารกระป๋องบ่อย ต้องตรวจเช็ควันหมดอายุให้ดี กระป๋องไม่บวมบุบหรือเป็นสนิม กินอาหารปรุงสุกและดื่มน้ำสะอาด


โรคฉี่หนู (โรคเลปโตสไปโรซิส) อีกโรคน่ากลัวที่มากับน้ำ หนุ่มที่ป่วยจะปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เป็นมากบริเวณน่อง โคนขาและหลัง มีไข้ขึ้นสูงทันที บางคนมีอาการตาแดง มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ไอมีเลือดปน ตัวเหลือง ปัสสาวะน้อย



โรคน้ำกัดเท้า คันตามซอกนิ้วเท้า ผิวหนังอักเสบบวมแดง ผิวหนังลอกเป็นขุย เท้าเปื่อยและเป็นหนอง มีผื่นพุพอง

การดูแลตัวเอง การดูแลทั้งสองโรคนี้เหมือนกันคือ หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำเหยียบโคลน ถ้าจำเป็นให้สวมรองเท้าบูท หนุ่มที่มีแผลยิ่งต้องระวังให้มากอย่าให้แผลสัมผัสน้ำ หลังโดนน้ำล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ทุกครั้งและเช็ดเท้าให้แห้ง



โรคตาแดง หนุ่มจะมีอาการระคายเคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล มีขี้ตามาก หนังตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง อาจเริ่มที่ตาข้างหนึ่งก่อน แล้วลามไปตาอีกข้างหนึ่ง

การดูแลตัวเอง ถ้ารู้สึกระคายเคืองตาจากอะไรก็ตาม อย่าแก้ไขด้วยการขยี้ตา ควรรีบล้างด้วยน้ำสะอาดทันที ส่วนหนุ่มที่เป็นโรคตาแดงก็อย่าใช้ของส่วนตัวร่วมกับคนอื่น ส่วนถ้ามีเพื่อนเป็น ช่วงนี้ไม่ใช่จะมาวัดว่าใจไม่ใจ ลองอยู่ห่างกันสักพักจนกว่าจะหาย เพราะเดี๋ยวจะทำให้โรคแพร่ระบาดไปกันใหญ่ครับ

"เดิน" ฝ่าสายฝน เปียกน้อยกว่า "วิ่ง" จริงดิ ?!?


นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลอง ด้วยการชั่งเพื่อหาน้ำหนักของคนๆ คนนั้น ก่อนที่จะปล่อยให้ไปลุยฝน แล้วกลับมาชั่งน้ำหนักใหม่ในสภาพเสื้อกำลังอุ้มน้ำชุ่มๆ โดยครั้งแรกฝ่าฝนด้วยการเดิน และครั้งที่สองฝ่าฝนด้วยการวิ่ง เพื่อดูว่าการฝ่าสายฝนแบบไหนที่รับน้ำฝนมากกว่ากัน และแล้วก็ผิดคาดมากๆ เมื่อการลุยฝนด้วยการเดินเปียกน้อยกว่าการวิ่ง


ลองจินตนาการให้ฝนตกลงมา เราจะรู้ได้ว่าฝนนั้นตกในแนวดิ่ง ดังนั้น ถ้าเราใช้วิธีการเดิน อวัยวะของเราก็จะอยู่ในลักษณะคงที่ เราก็จะเปียกจากน้ำฝนที่ตกลงมาในแนวดิ่ง แต่ถ้าเมื่อใดที่เราวิ่ง เรากำลังเข้าหาสายฝนในแนวนอน เมื่อนั้นจะเกิดแรงต้าน ฝนก็พุ่งแนวเฉียงเข้าหาตัวเราเอง (เคยสังเกตมั้ยว่าบางทีเราวิ่ง หรือเดินเร็วๆ จะรู้สึกเหมือนฝนมันสาดเข้าหาเรามากขึ้น นึกว่าลมพัด ที่ไหนได้ทำตัวเองแท้ๆ -*-) การเคลื่อนที่ของร่างกาย เป็นการเพิ่มพื้นที่เปียกมากขึ้นด้วย ส่วนจะเปียกมากน้อยแค่ไหนส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับความเร็วในการเคลื่อนที่ พูดง่ายๆ ก็คือ ความเร็วที่มากขึ้น มีผลให้น้ำฝนที่ตกลงมีแรงปะทะเข้ากับตัวเองมากกว่าตอนที่เดิน
อกจากนี้ตัวแปรที่มีผลต่อความเปียก ยังมีตัวแปรเรื่องของระยะทาง ถ้าไกลมากก็เปียกมาก, ความเร็วของลม ถ้าลมแรง แล้วยังจะวิ่งต้านลมเข้าไปอีก ทีนี้ล่ะเปียกปอนทั้งตัวแน่ๆ นอกจากนี้ก็ยังมีตัวแปรในเรื่องของพื้นที่หน้าตัดของวัตถุ(คน) ในการวิ่งหรือเดิน รวมทั้งปริมาณน้ำฝนด้วย


แต่ในมุมมองของพี่มิ้นท์ คิดว่า ถ้าเราไม่มีร่มจริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าเดินหน้าตาเฉยนะ แต่ควรเดินด้วยความเร็วระดับหนึ่ง เพื่อให้ถึงบ้านหรือที่หลบฝนไวๆ เพราะถ้าเรามัวแต่เดินเอ้อระเหย ในขณะที่ฝนตกลงมาเรื่อยๆ สุดท้ายเราก็เปียกเยอะอยู่ดี ยิ่งอยู่นานเท่าไหร่ก็ยิ่งเปียกมากขึ้นเท่านั้นนะคะ
ยังไงก็ตาม ทางที่ดีที่สุด ก็คือ การพกร่มในหน้าฝน หรือ ถ้าเห็นท่าไม่ดี ท้องฟ้ามืดตื๋อ ก็รีบหาที่กำบัง รับรองปลอดภัย หายเปียก!!

:http://www.dek-d.com/

วิธีเดาขั้นเทพให้ได้คะเเนนสอบเข้ามหาลัย 60%


ในการทำข้อสอบจริงๆ เเม้ว่าเราจะเตรียมตัวไปดีเพียงใดก็ตาม มันย่อมมีการทำไม่ได้เกิดขึ้นบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เเต่เนื่องด้วยข้อสอบเข้าสถาบันดังๆนั้น มักจะเป็นข้อสอบเเบบปรนัย(ให้กาเลือกข้อถูก) นั่นทำให้เป็นความโชคดีของเราเเล้วครับ เพราะไม่ว่าเราจะทำได้ หรือเดาถูก มันก็ได้คะเเนนเท่าๆกัน



ในการเดาทั่วไป กับข้อสอบที่มี 4 ช็อยส์เเล้ว หากเดาเเบบไม่มีหลักการใดๆเลย เช่นการตั้งดินสอแล้วปล่อยให้มันตก, การนั่งเล่นจั้มจี้มะเขือเปาะแปะ ฯลฯ เราจะมีโอกาสถูก 1 ใน 4 หรือ 25% เเต่ถ้าเราเดาเเบบมีหลักการเเบบที่พี่หงวนทำตอนสอบนั้น เราจะมีโอกาสถูกมากกว่านั้นครับ ++!



วิธีการเดาประกอบการทำเเบบเหนือเทพฯมีดังนี้ครับ

1. ให้ทำข้อที่ทำได้ไปก่อนเเล้วเว้นข้อที่ยังทำไม่ได้เอาไว้ก่อน ให้กาเฉพาะข้อที่มั่นใจว่าทำถูกเท่านั้น เเละถ้าข้อไหนยังทำไม่ได้เเต่สามารถตัดช็อยที่มั่นใจว่าไม่ใช่เเน่ๆทิ้งได้ ก็ให้ตัดทิ้งไปก่อนเลย โดยการมาร์คหรือขีดฆ่าลงไปในชีสข้อสอบเพื่อเเสดงว่าข้อไหนไม่เอาเเน่ๆ(ไม่ ใช่กระดาษคำตอบนะครับ) เเละก่อนหมดเวลาประมาณ 5 นาที่ ให้เริ่มทำข้อ 2 ต่อครับ

2. ให้จัดการกับข้อที่ตัดเหลือ 2 ช็อยส์ก่อน เดาหรือทำให้เสร็จซะเเล้วกาลงไปเลย (เอาข้อที่คิดว่าใช่ที่สุดเเหละครับ กาไปเลย)

3. ให้นับว่ากาช็อยไหนไปเเล้วน้อยที่สุด เเล้วให้ดิ่งช็อยส์นั้นทั้งหมดไปเลย



ถ้าเราทำได้จริงๆเเค่ 40% ของข้อสอบทั้งหมด(ซึ่งได้แน่ๆถ้าเราเตรียมตัวแบบที่พี่หงวนเขียนในบทก่อนหน้านี้ทั้งหมดจนคล่องครับ)เมื่อ รวมกับการเดาวิธีนี้ ซึ่งจะทำให้เราเดาถูกอย่างน้อย 1 ใน 3 ของ 60% ที่เหลือ ซึ่งคิดเป็นคะเเนนสอบอีก 20% เเล้ว จะทำให้เราสอบได้คะเเนน 60% พอดิบพอดีครับ



ข้อเเนะนำเเละข้อควรระวัง

1. อย่าโลภ คิดว่าถ้าเรากาสุ่มๆ มีโอกาสได้มากกว่าที่พี่หงวนบอก เพราะการเดาข้อสอบที่มี 4 ช็อยส์นั้น เรามีโอกาสเเค่ 1 ใน 4

การกาผิดมันง่ายกว่ากาให้ถูกนะครับ ยังไงก็น้อยกว่าวิธีของพี่หงวนอยู่ดีครับ

2. ถ้าเราทำผิดเยอะ การเดาวิธีนี้จะทำให้เราผิดเเบบทับซ้อน เพราะฉะนั้นการเตรียมตัวเเบบที่บรรยายในบทก่อนหน้านี้ทั้งหมด ยังเป็นสิ่งจำเป็นต้องฝึกทำเเบบฝึกหัดเยอะๆก่อนเข้าห้องสอบด้วยครับ

3. ในทางกลับกัน ถ้าเรายิ่งทำของเดิมถูกมากเท่าไร เราก็จะได้คะเเนนที่เพิ่มจากการเดาเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นครับ

4. เราสามารถเพิ่มโอกาสในการเดาถูกได้โดยการไปหาข้อสอบของปีก่อนๆมานับ และให้ลองนับย้อนหลังสัก 4-5 ปี ว่าคนออกข้อสอบเค้าชอบออกช็อยส์ไหน เเละในกรณีที่เรานับเเล้วได้ 2 ช็อยส์ที่เรากาไปน้อยที่สุด เราก็เลือกดิ่งในช็อยส์ที่คนออกข้อสอบเค้าชอบดีกว่านะครับ

*(เเม้ว่า โดยเฉลี่ยเเล้วคือ 25% เท่ากันทุกช็อยส์ เเต่ในความเป็นจริงมักจะมีเหลื่อมๆกันบ้าง เช่นข้อสอบที่มี 28 ข้อ อาจไม่ได้เเบ่ง ก-ข-ค-ง เป็น 7-7-7-7 (25% เท่ากันทั้งหมด) เเต่อาจจะเป็น 6-6-8-8 หรือ 5-7-7-9 ก็ได้ครับ)

5. การจะทำข้อสอบเข้ามหาลัยหรือข้อสอบเเข่งขันให้้ได้คะเเนนมากกว่า 40% ไม่ใช่เรื่องง่ายๆนะครับ ต้องฝึกทำโจทย์ตามที่อธิบายในบทก่อนหนานี้เยอะๆๆๆด้วย



สรุป: ให้เราเตรียมตัวตามเนื้อหาในบทก่อนหน้าทั้งหมด เมื่อเราเตรียมตัวแบบที่พี่หงวนบอกแล้ว เชื่อว่าเราจะทำข้อสอบได้อย่างต่ำๆ 40% เมื่อรวมกับการเดาแบบมีหลักการคือการดิ่งช็อยส์ที่กาไปแล้วน้อยที่สุดจะทำ ให้เราได้คะแนนรวมเป็น 60% เป็นอย่างน้อยครับ

ปลาประหลาด ฉลามตาเดียว (cyclops shark)




มีตาเดียวขนาดใหญ่ลำตัวสีขาว ไม่มีแขนขา เห็นภาพแล้วคิดว่าสิ่งนี้มันคืออะไรลองทายกันดู แล้วลองอ่านรายละเอียดด้านล่างว่าทายถูกหรือเปล่า
oom
เฉลย ภาพที่เห็นจั่วหัวคือ ปลาฉลาม
ฉลามตัวนี้มีลำตัวยาว 56 เซ็นติเมตร มีดวงตาหนึ่งดวงขนาดใหญ่ด้านหน้า ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรค “Cyclopia” ที่มีเพียงสัตว์ไม่กี่สายพันธุ์(รวมถึงมนุษย์) ที่ป่วยเป็นโรคนี้
เมื่อปีที่ผ่านมาชาวประมงนามว่า Enrique Lucero León จับปลาฉลาม Dusky ท้องแก่ได้ใกล้ๆเกาะ Cerralvo ใน อ่าวแคลิฟอร์เนีย ประเทศเม็กซิโก เมื่อ León ผ่าท้องฉลามออกเขาก็พบว่ามีลูกปลาฉลามไหลออกมา 9 ตัว แต่มีตัวอะไรซักอย่างมีลักษณะเหมือนปลาฉลามแต่มีสีขาวที่สำคัญมีตาเดียว ซึ่งเป็น ปลาประหลาด ที่สุดที่เขาเคยพบมา
เมื่อนักชีววิทยานามว่า Galván-Magaña และทีม ได้ยินเรื่องดังกล่าวผ่าน Facebook เขาจึงได้ขอยืมซากปลาฉลามตาเดียวเพื่อมาทำการตรวจสอบโดยการ X-ray และตรวจสอบงานวิจัยในอดีตเกี่ยวกับโรค Cyclopia ทำให้ทีมงานยืนยันว่าซากปลาฉลามตัวนี้เป็นของจริงที่เกิดจากการป่วยเป็นโรค Cyclopia
ฉลามตัวนี้ยังมีอาการป่วยเป็นโรค เผือก(Albinism รอยโรคทำให้เนื้อเยื้อไม่มีเม็ดสี) ร่างกายผิดรูป ไม่มีรูจมูก ร่วมด้วย ซึ่งหากมันสามารถมีชีวิตรอดจนถึงคลอดก็คงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานนัก เนื่องจากสีผิวที่สะดุดตานักล่า ร่างกายที่ผิดรูปทำให้ว่ายน้ำได้ไม่ดีนัก
ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม(รวมถึงมนุษย์)การ ป่วยเป็นโรค Cyclopia นี้เกิดจากการที่มารดาขาดสารอาหารโดยเฉพาะวิตามินเอ แต่สำหรับฉลามนั้นยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดแต่คาดว่าเกิดจากมลพิษในน้ำทะเล

อึ้งผลสำรวจเด็กไทยพร้อมลอกข้อสอบ-ขี้โกงถ้ามีโอกาส


อึ้ง!! เด็กไทยมีจริยธรรมน้อยลง เด็กเผยยอมโกงเมื่อจำเป็น ขณะเด็กเล็กไม่ยอมจำนนต่อกฎ-กติกา แนะพ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดี พร้อมติงนโยบายแท็ตเล็ตแจกได้แต่ต้องมีผู้ปกครองดูแล

วันนี้ (21 ก.ย.) รศ.นพ.วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี นักวิจัยโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย เครือข่ายการวิจัย สำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวในการแถลงข่าว การสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2552 โดยสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ว่า จากการสำรวจสุขภาพเด็กในด้านอารมณ์ จิตใจ สังคม และจริยธรรม โดยการสอบถามตัวอย่างเด็กและผู้ปกครองเกี่ยวกับพฤติกรรมด้านต่างๆ ในกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอายุ 1-14 ปี จำนวนเกือบ 1 หมื่นราย โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1 กลุ่มวัย 1-5 ปี 2 กลุ่มวัย 6-9 ปี และกลุ่มที่ 3 วัย 10-14 ปี พบว่า เด็กอายุ 1-5 ปียังมีปัญหาเรื่องการทำตัวไม่อยู่ในกติกาและไม่อยู่ในวินัย วัย 6-9 ปี ไม่มีการควบคุมอารมณ์ สมาธิและไร้เมตตา ขณะที่เด็กวัย 10-14 ขาดการวิเคราะห์และหากมีโอกาสโกงก็พร้อมจะโกงได้ ประเด็นดังกล่าวน่าห่วงมาก โดยเด็กยอมรับว่า ยอมรับได้กับการไม่เคารพกติกา เช่น “เล่นขี้โกงเมื่อมีโอกาส” และ “ลอกข้อสอบถ้าจำเป็น”

รศ.นพ.วิชัย เมื่อเทียบกับผลการสำรวจเมื่อปี 2544 แล้วผลการสำรวจในครั้งนี้มีคะแนนพัฒนาการดีขึ้นหลายด้าน แต่มีประเด็นน่าเป็นห่วงซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของสังคม โดยพบว่า กลุ่มเด็กเล็กช่วงอายุ 1-5 ปีนั้น มีมากกว่าร้อยละ 10 ของกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนต่ำกว่าผลจากการสำรวจปี พ.ศ. 2544 ในด้านการทำตามระเบียบกติกา (Compliance) ในกลุ่มเด็กชาย ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสะท้อนถึงแนวโน้มที่เด็กอาจมีนิสัยที่ต้องการจะได้อะไรก็ต้องได้ ขาดความพยายาม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวโยงกับความซื่อสัตย์สุจริต อันเป็นจริยธรรมขั้นพื้นฐานของบุคคล ในกลุ่มเด็กอายุ 6-9 ปี พบว่า ผลการทดสอบพัฒนาการด้านสังคม ได้คะแนนสูงกว่าด้านอื่นๆ ส่วนด้านที่ได้คะแนนต่ำคือ ความมีวินัย ความมีสติ-สมาธิ ความอดทนและความประหยัด โดยพัฒนาการด้านที่เด็กได้คะแนนน้อยซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ได้แก่ พัฒนาการด้านความมีวินัยในเด็กชาย การมีสมาธิในเด็กหญิง ด้านความเมตตาและการควบคุมอารมณ์ทั้งเด็กชายและหญิง และสำหรับกลุ่มเด็กอายุ 10-14 ปี เห็นว่า “การเล่นขี้โกงเมื่อมีโอกาส” และ “การลอกข้อสอบถ้าจำเป็น” เป็นพฤติกรรมที่เด็กยอมรับได้มากขึ้น ซึ่งในภาพรวมแม้ว่าเด็กจะมีคะแนนดีขึ้น แต่มีหลายด้านที่พบว่าคะแนนการสำรวจยังไม่ดีขึ้นกว่าปี พศ. 2544 ได้แก่ ด้านความคิดสร้างสรรค์ ความคิดวิเคราะห์วิจารณ์ การแก้ปัญหา และการควบคุมอารมณ์ ซึ่งเป็นจุดที่ได้คะแนนค่อนข้างต่ำ ดังนั้น ส่วนที่ควรพัฒนาในเด็กอายุ 1-5 ปี คือ การทำตามระเบียบกติกา (Compliance) ในเด็ก 6-9 ปี ในเด็กชายและเด็กหญิงควรพัฒนาด้านความเมตตาและการควบคุมอารมณ์ และสำหรับเด็กอายุ 10-14 ปี ควรฝึกการควบคุมและจัดการกับอารมณ์ รวมทั้งการคิดวิเคราะห์วิจารณ์”

ด้าน รศ.พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ นักวิจัยโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย เครือข่ายการวิจัย สวรส. กล่าวเพิ่มเติมว่า “ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า ควรให้น้ำหนักต่อการพัฒนาเด็กในด้านวุฒิภาวะด้านอารมณ์ จิตใจ สังคม และจริยธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านอื่นๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญในการดำรงชีวิตของบุคคลและเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในชีวิตยิ่งไปกว่าปัจจัยด้านความฉลาดทางสติปัญญา ซึ่งการศึกษาวิจัยระยะยาวในต่างประเทศ บ่งบอกว่า ระดับเชาวน์ปัญญาหรือ IQ มีผลต่อความสำเร็จในชีวิตเพียงร้อยละ 20 ในขณะที่พัฒนาการด้านอารมณ์และสังคมร่วมกับพัฒนาการด้านสติปัญญาที่สมวัยในวัยต้นของชีวิตเป็นรากฐานที่สำคัญของพัฒนาการด้านภาษา ด้านสติปัญญา และด้านจริยธรรมในขั้นต่อๆ ไป และจากศึกษาติดตามระยะยาวจากเด็กจนเป็นผู้ใหญ่ พบว่า ระดับเชาวน์ปัญญาในวัยเด็กมีความสัมพันธ์กับความสำเร็จในชีวิตการงานและระดับเงินเดือนค่อนข้างน้อย ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ควบคุมความขัดแย้งและการเข้ากับคนอื่นได้ง่ายกลับมีส่วนทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้น

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เห็นว่า ผลการสำรวจดังกล่าวมีความสอดคล้องกับการสำรวจของกรมสุขภาพจิตที่ผ่านมา โดยเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการดำเนินงานเพื่อสร้างเสริมพัฒนาการเด็กให้มากขึ้น และผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็ก คือ พ่อแม่และครู ซึ่งต้องเน้นการเลี้ยงดูและเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก ทั้งนี้หากอีคิวหรือระดับอารมณ์ของผู้ปกครองไม่ดีก็ส่งผลต่อเด็กเช่นกัน เพราะพฤติกรรมการเลียนแบบของเด็กยังมี

พญ.อัมพรกล่าวด้วยว่า จากการสำรวจครั้งนี้หากโดยงไปถึงนโยบายการแจกแท็บเล็ตแล้ว ควรที่จะมีการวิเคราะห์เชิงลึกถึงไอคิว และอีคิวของผู้ปกครองด้วย เพราะการรับสื่อของเด็กวัย 7 ขวบ นั้นจำเป็นต้องพึ่งพาคำแนะนำไม่เช่นนั้นการเสพสื่อก็จะเป็นไปแบบล่องลอย โอกาสที่จะรับสื่อที่ไม่เหมาะสมก็มีมาก


Credit http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000120350

นักเรียนเวียดนามทั้งหมู่บ้าน ว่ายน้ำไปเรียน


แชมป์ว่ายน้ำ -- ว่ายข้ามแม่น้ำละ 2 รอบเกือบจะทุกวัน ในทุกฤดูกาลและทุกสภาพอากาศ ไปโรงเรียนที่อยู่ห่างจากหมู่บ้าน 7 กม. คงจะไม่มีอะไรทรหดไปกว่านี้อีกแล้วสำหรับเด็กๆ ชั้นประถมศึกษากลุ่มนี้. -- VietnamExpress.


ASTVผู้จัดการออนไลน์ -- ผู้อ่านชาวเวียดนามต่างรู้สึกสะเทือนอารมณ์ที่ได้เห็นเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ กลุ่มหนึ่งต้องว่ายน้ำและเดินลุยแม่น้ำไปโรงเรียนทุกวันมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โรงเรียนอยู่ห่างจากหมู่บ้านออกไป 7 กม. และ ข้ามแม่น้ำสายนั้นเป็นวิธีการเดียวที่จะไปเรียนหนังสือได้

ข่าวนี้เป็นที่ฮือฮาผ่านสื่อต่างๆ ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากสำนักข่าวออนไลน์เวียดนามเอ็กซ์เพรสนำภาพข่าวและวิดีโอคลิปพร้อมกับเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กๆ เหล่านั้นออกเผยแพร่ ต่อมาได้มีผู้นำเอาคลิปออกเผยแพร่ผ่านยูทิวบ์

หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในเขตคอมมูนที่ห่างไกลของ อ.มีงหว่า (Minh Hoa) จ.กว๋างบี่ง (Quang Binh) มีอยู่เพียงประมาณ 20 ครัวเรือนรวมประชากร 106 คน มีเด็กๆ 14 คนที่ไปเรียนชั้นประถม โรงเรียนตั้งอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง

ทั้งหมดเริ่มว่ายน้ำไปโรงเรียนตั้งแต่ ฤดูหนาวปีที่แล้ว หลังจากเรือข้ามฟากที่มีอยู่เพียงลำเดียวถูกน้ำพัดพาหายไปในฤดูน้ำหลากก่อนหน้านั้น เวียดนามเอ็กซ์เพรสกล่าว

เด็กๆ กลุ่มนี้ต้องว่ายน้ำกันทุกเช้าและเย็นทุกวัน ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออก ฟ้าสลัว เมฆครึ้มหรือหมอกลงจัด ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนๆ ในรอบปีที่ผ่านมา ยกเว้นเพียงฤดูน้ำหลากที่โรงเรียนจะหยุดการเรียนการสอน 1 เดือนประจำทุกปี

เด็กจะใช้ถุงพลาสติกห่อชุดนักเรียน โดยสวมอีกชุดหนึ่งลงน้ำ ชูถุงเสื้อผ้าเหนือศีรษะ แล้วเปลี่ยนเครื่องแต่งกายอีกครั้งเมื่อถึงอีกฝั่ง แต่ก็มีอยู่บ่อยๆ ที่ต้องนั่งเรียนเปียกๆ กันอีกหลายชั่วโมง เพราะเสื้อผ้าเปียกน้ำทั้งหมด

สำหรับเด็กๆ ผู้ชายจะใช้เวลาไม่กี่นาที แต่ลำบากหน่อยสำหรับเด็กหญิง


ชีวิตต้องสู้
VietnamExpress

นักเรียนฝรั่งเศสก่อจลาจล หลังมีข่าวลือรัฐลดวันหยุดปิดเทอม


เอเอฟพี - เด็กนักเรียนฝรั่งเศสหลายร้อยคนก่อความวุ่นวายเมื่อวันศุกร์(30) หลังมีข่าวลือแพร่สะพัดว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ต้องการลดจำนวนวันหยุดปิดเทอม

เหตุประท้วงเริ่มต้นขึ้นทางเหนือของประเทศก่อนลุกลามสู่ชานกรุงปารีส ขณะที่ตำรวจเปิดเผยว่าได้จับกุมพวกก่อจลาจลที่เป็นเด็กมัธยม 10 คน หลังก่อเหตุวุ่นวายจับรถหงายท้องและทุบกระจกจนได้รับความเสียหายไปหลายคัน

เจ้าหน้าที่ ณ โรงเรียนมัธยมฌอง มูลิน ในเลอเชอส์เนย์ เปิดเผยว่าเหล่านักเรียนปฏิเสธเข้าห้องเรียน "เราประท้วงเพราะว่าประธานาธิบดีซาร์โกซี ต้องการพรากวันหยุดยาว 1 เดือนไปจากเราและนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราต้องก่อจลาจล" เด็กนักเรียนหญิงวัย 15 ปีรายหนึ่งบอกกับเอเอฟพี

อย่างไรก็ตามด้านสตรีรายหนึ่งวัย 50 ซึ่งรถของเธอได้รับความเสียหายจากการก่อเหตุวุ่นวายดังกล่าวบอกด้วยอารมณ์โมโหว่า "นี่เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล พวกเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะรอยู่"

นอกจากนี้ตำรวจเปิดเผยว่ายังมีนักเรียนอีกหลายร้อยคนที่รวมตัวประท้วงในหลายเมืองทางเหนือของประเทศในช่วงเช้าวันศุกร์(30) โดยประมาณ 500 คนชุมนุมกันที่เมืองดูเอและอีก 500 รวมตันกันที่เมืองล็องส์และก่อความเสียหายแก่ทรัพย์สินต่างๆ เช่นเดียวกับที่เมืองดุงคีร์ก ซึ่งเหล่าเด็กนักเรียนพยายามปิดกั้นทางเข้าโรงเรียน

"เราไม่รู้ว่าข่าวลือนี้เริ่มขึ้นได้อย่างไร" เจ้าหน้าที่การศึกษาระดับท้องถิ่นบอก ขณะที่เจ้าหน้าที่อีกคนเปิดเผยว่าข่าวลือนี้เหมือนไฟลามทุ่งแพร่สะพัดผ่านทางการส่งเอสเอ็มเอสและเฟซบุ๊ค

ข้อเท็จจริงคือคณะกรรมาธิการกำหนดวันหยุดของโรงเรียน กำลังศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการลดวันหยุดลง 2 สัปดาห์และเปลี่ยนไปเพิ่มวันหยุดกลางเทอม 1 สัปดาห์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแทน ทว่าทั้งหมดนี้ก็ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆทั้งสิ้น

รัฐมนตรีศึกษาธิการกล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคมว่าเขาต้องการเจรจากับสหภาพครูก่อนแถลงมาตรการต่างๆในช่วงปลายปีนี้ และหากทุกอย่างไม่มีอะไรติดขัด แผนเปลี่ยนแปลงวันหยุดของโรงเรียนอาจจะมีผลบังคับใช้อย่างเร็วที่สุดคือช่วงวันหยุดฤดูร้อนปี 2013

Credit http://manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9540000124883